เว็บชมพู.com - ลงประกาศฟรี โดยเฉพาะเสื้อผ้าอินเทรนด์ แฟชั่นดารา สินค้าแฟชั่นอินเทรนด์ พร้อมทั้งติดแบนเนอร์ และ แลกลิ้งค์ฟรี
มิถุนายน 25, 2017, 12:08:33 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
webchompoo fanpage

หน้า: 1 2 »   ลงล่าง
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ครีมบำรุงผิวนำเข้าจากออสเตรเลีย ใช้ได้กับคนตั่งครรภ์ ป้องกันปัญหาผิวแตกลาย  (อ่าน 6149 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« เมื่อ: เมษายน 01, 2013, 11:14:06 PM »

www.aussiezonethailand.com ผู้นำเข้าครีมบำรุงผิวจากประเทศออสเตรเลีย โดยผ่านการขึ้นทะเบียน อย.เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขอแนะนำผลิตภัณฑ์ครีมบำรุงผิวหน้าและกาย ที่คุณแม่ตั้งครรภ์ส่วนใหญ่นิยม ไม่มีสาร Whitening หรือสารอันตรายที่ต้องห้าม และมีสรรพคุณป้องกันผิวแตกลายขณะตั้งครรภ์ได้ในเบื้องต้น เนื้อครีมมีความเข้มข้นสูงแห้งเร็ว และไม่เหนียวเหนอะหนะ กลิ่นครีมหอมอ่อนๆด้วยมาตราส่วนของหัวน้ำหอมที่อยู่ในเกณฑ์ที่ได้มาตราฐานและมีความปลอดภัยสูง

Tel.086-322-8096 ( Line ID : 0863220896)


Australian Lanolin Night Cream 250g
http://www.weloveshopping.com/template/a11/showproduct.php?pid=16040156&shopid=189940

เหมาะสำหรับ: ทุกสภาพผิวหน้า และผิวหน้าที่ต้องการบำรุงเป็นพิเศษ ไม่มีสารก่อเกิดอันตรายกับหญิงตั้งครรภ์
คุณสมบัติเด่น:  จากน้ำมันขนแกะสูตรเข้มข้นพิเศษที่มีอนุภาพในการฟื้นฟูผิวในเวลากลางคืนได้ดีเยี่ยม และยังช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัยอันควร พร้อมวิตามิน E เข้มข้น จึงทำให้ผิวหน้ากระจ่างใสขึ้น ผิวหน้าเนียนนุ่มขึ้น จนคุณสังเกตได้ทันทีหลังการใช้
สรรพคุณ: ออสเตรเลียน ลาโนลีน ไนท์ ครีม สูตรกลางคืน - สุดยอดนวัตกรรมแห่งการบำรุงและฟื้นฟูสภาพผิวหน้าในเวลากลางคืน ด้วยเนื้อครีมที่มีส่วนผสมเต็มเปี่ยมไปด้วยน้ำมันขนแกะเข้มข้นและวิตามินE ทำให้ผิวหน้ามีความนุ่ม ยืดหยุ่น ขาวเนียน กระชับ กระจ่างใส และลดเลือนริ้วรอยจุดหมองคล้ำให้จางลง ดูงดงามอย่างเป็นธรรมชาติ เหมาะสำหรับทุกสภาพผิว และผิวที่ต้องการบำรุงเป็นพิเศษ
วิธีใช้: ใช้ทาบำรุงผิวหน้าและลำคอบางๆ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีควรใช้ทาเป็นประจำหลังล้างหน้าและก่อนเข้านอน

Made in Australia


Australian Avocado Oil Cream 250g
http://www.weloveshopping.com/template/a11/showproduct.php?pid=16040585&shopid=189940

เหมาะสำหรับ: ผิวหน้าผสม ผิวหน้าที่แพ้ง่าย และผิวหน้าที่ต้องการบำรุง  ไม่มีส่วนผสมของสารที่เป็นอันตรายกับหญิงตั้งครรภ์
คุณสมบัติเด่น จากน้ำมันอโวคาโด สามารถซึมซาบสู่ผิวชั้นในได้ดีเยี่ยม และบำรุงผิวได้อย่างลึกซึ้ง ช่วยลดเลือนริ้วรอย และแผลเป็นที่เกิดจากสิว  ทำให้ผิวหน้าเนียนเรียบนุ่ม แลดูอ่อนเยาว์
สรรพคุณ: ออสเตรเลียน อโวคาโด ออยล์ ครีม อุดมด้วยสารสกัดธรรมชาติจากอโวคาโด  ซึ่งเป็นสารสำคัญที่ช่วยลดเลือนริ้วรอย ช่วยรักษาผิวหน้าที่เสียจากมลพิษทางแสงแดด และรอยแผลเป็น ปรับสภาพผิวที่แห้งกร้านให้กลับเรียบเนียน ใบหน้าดูเปล่งปลั่ง สดใส
วิธีใช้: ใช้ทาบำรุงผิวหน้าและลำคอบางๆ ก่อนแต่งหน้า เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีควรใช้ทาเป็นประจำหลังล้างหน้า หรือบ่อยครั้งตามต้องการ

Made in Australia


Aussie Zone Natural Anti-Stretch Mark Cream
(new) สูตรพัฒนาใหม่ ทำไมต้องเลือก

#ไม่มีส่วนผสมสารกันเสีย พาราเบน และไม่มีน้ำหอม  จึงไม่ทำให้เกิดอาการแพ้กลิ่นน้ำหอม ได้ดีช่วงตั้งครรภ์
#ไม่มีสาร whitening / ไม่ใช้menarl oil /ไม่แต่งสี
#ส่วนผสมเป็นธรรมชาติ100% ใช้น้ำมัน sunflower oil ซึ่งปกติจะส่วนผสมที่มีราคาแพง เพราะเป็นน้ำมันที่มีคุณภาพสูง เนื้อครีมมีความเข้มข้นสูง และสามารถซึมเข้าผิวได้ดี จึงทำให้ปกป้องอาการคันผิวท้องได้ยาวนาน
#สินค้าลิขสิทธิ์ และ ควบคุมการผลิตภายใต้ Aussie Zone เท่านั้น

Made in Thailand
ขนาดบรรจุ. 200g. (ง่ายสำหรับพกพาได้)


* prag.jpg (22.49 KB, 250x267 - ดู 85 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 08, 2017, 03:55:21 PM โดย aussiezone » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เว็บชมพู.com - ลงประกาศฟรี โดยเฉพาะเสื้อผ้าอินเทรนด์ แฟชั่นดารา สินค้าแฟชั่นอินเทรนด์ พร้อมทั้งติดแบนเนอร์ และ แลกลิ้งค์ฟรี
« เมื่อ: เมษายน 01, 2013, 11:14:06 PM »

 บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #1 เมื่อ: เมษายน 03, 2013, 10:25:29 PM »

www.aussiezonethailand.com ผู้นำเข้าครีมบำรุงผิว จากประเทศออสเตรเลีย โดยผ่านการขึ้นทะเบียน อย.เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขอแนะนำผลิตภัณฑ์ครีมบำรุงผิวหน้าและกาย ที่คุณแม่ตั้งครรภ์ส่วนใหญ่นิยม ไม่มีส่วนผสมของสารที่เป็นอันตรายกับคนท้อง

Tel.086-322-8096 (Line,Whatapp,Tango)
     081-774-9587


* Prag-Lanolin.JPG (49.99 KB, 400x300 - ดู 66 ครั้ง.)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #2 เมื่อ: เมษายน 11, 2013, 11:21:49 PM »

คุณสามารถเข้าไปเยี่ยมชมและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ได้จากเว็ปไซต์ หรือร้านค้าตัวแทนจำหน่ายที่ระบุอยู่ในเว็บไซต์ www.aussiezonethailand.com หรือโทร 086-322-8096, 081-774-9587 เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม


* Prag-Lanolin.JPG (49.99 KB, 400x300 - ดู 69 ครั้ง.)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เว็บชมพู.com - ลงประกาศฟรี โดยเฉพาะเสื้อผ้าอินเทรนด์ แฟชั่นดารา สินค้าแฟชั่นอินเทรนด์ พร้อมทั้งติดแบนเนอร์ และ แลกลิ้งค์ฟรี
« ตอบ #2 เมื่อ: เมษายน 11, 2013, 11:21:49 PM »

 บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #3 เมื่อ: เมษายน 19, 2013, 02:15:40 PM »

PapillonSorbolene Glycerine Cream 500g (Body Cream)

พาพิลลอน ซอโบลีน กลีเซอรีน ครีม - ผลิตภัณฑ์ที่มีสารสกัดจากพืชธรรมชาติและกลีเซอรินเข้มข้น ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม    ดีที่สุดสำหรับผิวแห้ง ผิวเสีย และผิวแพ้ง่าย  เนื้อครีมให้ความชุ่มชื้นสูง และยังสามารถลดการระเหยของความชุ่มชื้นจากผิวได้เป็นอย่างดี ทำให้ผิวอ่อนนุ่ม เนียนเรียบดูมีชีวิตชีวา เมื่อใช้ทาผิวเป็นประจำทุกวัน ช่วยป้องกันการเสียและเสื่อมสภาพของเซลล์ผิวอันเนื่องมาจากอากาศที่เย็นจัด แสงแดดจ้า และมลพิษ

http://www.weloveshopping.com/template/a11/showproduct.php?pid=14436533&shopid=189940


* Prag-Sor.JPG (43.09 KB, 311x415 - ดู 82 ครั้ง.)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #4 เมื่อ: เมษายน 29, 2013, 03:20:38 PM »

Papillon Lanolin Cream 500g (Body Cream)

พาพิลลอน ลาโนลีน ครีม - ผลิตภัณฑ์จากน้ำมันขนแกะอันเลื่องชื่อ ผลิตโดยกรรมวิธีพิเศษจากน้ำมันสกัดธรรมชาติของขนแกะ ซึ่งให้ความชุ่มชื่นสูงสุดสำหรับผิวคุณ อีกทั้งยังช่วยป้องกันการเกิดปัญหาผิวแตกลาย ลอยเหี่ยวย่น และการถูกทำลายของผิวกายอันเนื่องมาจากผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดร่างกายต่างๆ สามารถใช้ทาได้บ่อยๆครั้งทั่วร่างกาย โดย Lanolin เป็นสารที่ช่วยให้ขนแกะคงความอ่อนนุ่มไว้ได้ และทำให้ขนแกะกันน้ำได้อีกด้วย Lanolin เข้าไปทำปฎิกิริยาในผิวด้วยการดักจับความชุ่มชื่นเอาไว้ภายในทำให้ผิวอ่อนนุ่มจึงมีประโยชน์มากในการฟื้นฟูความชุ่มชื่นให้กับผิวที่แห้ง และหยาบกร้าน อีกทั้งช่วยรักษาอาการทั่วๆไปของผิวด้วย

http://www.weloveshopping.com/template/a11/showproduct.php?pid=14432975&shopid=189940



* prag-lanolin.JPG (49.99 KB, 400x300 - ดู 71 ครั้ง.)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เว็บชมพู.com - ลงประกาศฟรี โดยเฉพาะเสื้อผ้าอินเทรนด์ แฟชั่นดารา สินค้าแฟชั่นอินเทรนด์ พร้อมทั้งติดแบนเนอร์ และ แลกลิ้งค์ฟรี
« ตอบ #4 เมื่อ: เมษายน 29, 2013, 03:20:38 PM »

 บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #5 เมื่อ: พฤษภาคม 07, 2013, 12:29:39 PM »

Australian Lanolin Night Cream 250g

ออสเตรเลียน ลาโนลีน ไนท์ ครีม สูตรกลางคืน - สุดยอดนวัตกรรมแห่งการบำรุงและฟื้นฟูสภาพผิวหน้าในเวลากลางคืน ด้วยเนื้อครีมที่มีส่วนผสมเต็มเปี่ยมไปด้วยน้ำมันขนแกะเข้มข้นและวิตามินE ทำให้ผิวหน้ามีความนุ่ม ยืดหยุ่น ขาวเนียน กระชับ กระจ่างใส และลดเลือนริ้วรอยจุดหมองคล้ำให้จางลง ดูงดงามอย่างเป็นธรรมชาติ เหมาะสำหรับทุกสภาพผิว และผิวที่ต้องการบำรุงเป็นพิเศษ

http://www.weloveshopping.com/template/a11/showproduct.php?pid=16040156&shopid=189940


* set face cream lanolin.JPG (155.72 KB, 660x880 - ดู 71 ครั้ง.)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #6 เมื่อ: พฤษภาคม 13, 2013, 10:48:49 PM »

Australian Avocado Oil Cream 250g

ออสเตรเลียน อโวคาโด ออยล์ ครีม อุดมด้วยสารสกัดธรรมชาติจากอโวคาโด  ซึ่งเป็นสารสำคัญที่ช่วยลดเลือนริ้วรอย ช่วยรักษาผิวหน้าที่เสียจากมลพิษทางแสงแดด และรอยแผลเป็น ปรับสภาพผิวที่แห้งกร้านให้กลับเรียบเนียน ใบหน้าดูเปล่งปลั่ง สดใส

http://www.weloveshopping.com/template/a11/showproduct.php?pid=16040585&shopid=189940


* set face cream Avocado.JPG (132.79 KB, 660x880 - ดู 73 ครั้ง.)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เว็บชมพู.com - ลงประกาศฟรี โดยเฉพาะเสื้อผ้าอินเทรนด์ แฟชั่นดารา สินค้าแฟชั่นอินเทรนด์ พร้อมทั้งติดแบนเนอร์ และ แลกลิ้งค์ฟรี
« ตอบ #6 เมื่อ: พฤษภาคม 13, 2013, 10:48:49 PM »

 บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #7 เมื่อ: พฤษภาคม 22, 2013, 06:00:35 PM »

8 เคล็ดลับทำให้ลูกนอนหลับได้ง่ายขึ้น

1. ใช้เสียงกล่อม
สิ่งที่ลูกของคุณต้องการก็คือความใกล้ชิด และความอบอุ่นจากคุณ ดังนั้นก่อนนอน คุณก็อาจจะกล่อมลูกด้วยเสียงเพลงของคุณก็ได้ แต่ถ้าหากร้องเพลงกล่อมอย่างเดียวไม่ได้ผล ก็แนะนำให้คุณอุ้มลูกขึ้นมาไว้แนบอกพร้อมร้องเพลงกล่อมลูกไปด้วย ซึ่งรับรองว่าวิธีนี้ลูกของคุณจะหลับสนิทภายใน 10 นาทีนี้แน่นอน

2. ห่อตัวลูกด้วยผ้า
ผิวเด็กเนี่ยบอบบางกว่าผิวของผู้ใหญ่มาก ดังนั้นเด็กจะรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงในอากาศได้ง่ายกว่า ฉะนั้นถ้าคุณให้ลูกใส่แค่ชุดนอนเพียงชุดเดียวอาจจะไม่เพียงพอ ดังนั้นก่อนลูกนอนควรห่อตัวลูกด้วยผ้าอ้อม หรือผ้าอะไรก็ได้ที่ไม่ระคายเคืองผิวลูก เพื่อทำให้เด็กรู้สึกอบอุ่น เหมือนอยู่ในอ้อมอกของคุณแม่ยังไงล่ะ 
 
3. ลูบท้องเด็ก
สาเหตุที่ทำให้ลูกของคุณนอนไม่หลับ อาจจะมาจากเสียงท้องของลูกก็ได้ ฉะนั้นหลังจากที่คุณอุ้มลูกไปวางที่เตียงแล้ว ก็ลองลูบท้องของลูกโดยวนตามเข็มนาฬิกาก็ได้ค่ะ เพราะวิธีนี้จะช่วยให้ลูกของคุณรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น และเมื่อลูกรู้สึกปลอดภัยก็จะทำให้ลูกนอนหลับได้ง่ายขึ้นด้วยค่ะ

4. ลดแสงสว่างในห้อง
ร่างกายของลูกนั้นจะปรับเวลาการนอนตามแสงสว่าง ซึ่งถ้ามีแสงสว่างลอดเข้ามาเมื่อไหร่ สมองก็จะสั่งให้ร่างกายของลูกตื่นขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ดังนั้นถ้าคุณไม่อยากให้ลูกตื่นขึ้นมากลางดึกล่ะก็ ก่อนที่คุณจะปล่อยให้ลูกนอนก็ควรดับไฟทุกดวงในห้องให้สนิท เพื่อให้ลูกสามารถนอนหลับได้อย่างเต็มที่ โดยไม่มีแสงสว่างเข้ามารบกวนการนอนของลูกยังไงล่ะ

5. ปรับเวลากิจวัตรให้ตรงกันทุกวัน
กิจวัตรประจำวันของเด็กนั้นไม่มีอะไรมากไปกว่าการตื่นนอน กินข้าว เล่น พักผ่อน และนอนหลับ ดังนั้นเมื่อลูกตื่นขึ้นมาในแต่ละวัน คุณแม่ก็ควรปรับเวลาแต่ละอย่าง แต่ละวันให้ตรงกัน ถ้าคุณทำได้สักประมาณ 2 อาทิตย์ สมองของลูกก็จะรับรู้ว่าเวลาไหนควรทำอะไร แล้วสมองก็จะสั่งร่างกายให้ทำไปโดยอัตโนมัติ เมื่อถึงเวลา เช่นเมื่อถึงเวลานอนลูกก็จะเข้านอนทันทีเมื่อถึงเวลา แล้วคุณก็คลายความกังวลเรื่องการนอนของลูกไปได้เลย

6. ให้ลูกอิ่มก่อนเข้านอน
ถ้าคุณไม่อยากตื่นขึ้นมาเพราะเสียงท้องร้องของลูกล่ะก็ ก่อนนอนคุณควรให้ลูกกินซีเรียล หรืออาหารอ่อน ๆ สำหรับเด็กสักเล็กน้อย เพราะจะทำให้เขารู้สึกสบายตัว และนอนหลับได้อย่างเต็มที่ 

7. ขัดตัวให้ลูก
บางครั้งลูกอาจจะรู้สึกเหนอะตัว เพราะเหงื่อไคล หรือคราบสกปรกต่าง ๆ อาจจะทำให้ลูกรู้สึกอึดอัดจนนอนไม่หลับก็ได้ ดังนั้นคุณควรใช้ฟองน้ำหรือผ้าขัดตัวลูกด้วย ประมาณ 1 - 2 ครั้งต่ออาทิตย์ สำหรับผิวธรรมดา แต่ถ้าลูกของคุณมีผิวแห้ง ขัดตัวแค่อาทิตย์ละครั้งก็พอค่ะ

8. ให้ลูกนอนในเตียงเด็ก
ถ้าคุณพาลูกออกไปซื้อของ หรือพาลูกออกไปนั่งเล่นในร้านกาแฟ แล้วในระหว่างนั้นลูกของคุณเกิดอาการง่วงล่ะก็ คุณควรพยายามหาวิธีทำให้ลูกตื่นตัวอยู่เสมอในช่วงที่อยู่ข้างนอก แล้วค่อยพากลับมานอนที่บ้านเมื่อเสร็จธุระ เพื่อไม่ให้ลูกติดนิสัยนอนผิดที่ผิดเวลา

www.aussiezonethailand.com   Credit to:  guru.thaibizcenter.com
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #8 เมื่อ: มิถุนายน 05, 2013, 02:50:48 PM »

การตั้งครรภ์ 1 เดือน (4 สัปดาห์) ลักษณะทารกและอาการมารดา

ลักษณะทารกในครรภ์และอาการของมารดา รวมทั้งวิธีปฎิบัติ ของการตั้งครรภ์วันแรกถึงสัปดาห์ที่ 4 หรือ อายุครรภ์ได้ 1 เดือน

ลูก
 ทารกในครรภ์จะมีขนาดเล็กมาก เทียบเท่าเมล็ดข้าว อยู่ในถึงน้ำคร่ำเล็กๆ ที่มีรกเกาะอยู่ผนังมดลูก ลักษณะทารกในครรภ์นั้น ตัวอ่อนจะงออยู่ด้านหน้า จนส่วนหัวและหางจรดกัน มีตา หู และจมูกเกิดขึ้น ตัวยาวประมาณ 1 ซม,

แม่
 สำหรับผู้เป็นแม่นั้น ช่วง 4 สัปดาห์แรกที่ตั้งครรภ์ ร่างกายภายนอกอาจจะยังไม่ค่อยจะเห็นความผิดปกติ แต่ลักษณะอาการที่ปรากฎชัดเจนคือ ประจำเดือนไม่มาตามปกติ และถ้าเป็นผู้ที่สนใจตัวเองจะทราบถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในบางส่วน คือ เต้านมจะใหญ่แข็งมากขึ้น คัดและเจ็บ อารมณ์จะเปลี่ยนไป หงุดหงิด ความไร้เหตุผลมีมากขึ้น

ข้อห้าม
 ผู้เป็นแม่เมื่อรู้ตัวว่าตั้งครรภ์ต้องงดการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ งดดื่มกาแฟ และงดสูบบุหรี่โดยเด็ดขาดเพื่อสุขภาพของตัวเองและลูกในครรภ์ หมั่นดูแลรักษาสุขภาพจิตให้สดชื่น แจ่มใส ปลอดโปร่ง จิตใจสงบ เป็นสุข จะเป็นผลดีกับทารก และพัฒนาการของทารกตลอดการตั้งครรภ์ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ เนื่องจากหญิงตั้งครรภ์ทุกคนจะอ่อนเพลียง่าย เพราะร่างกายจะมีการทำงานมากกว่าปกติหลายเท่าเพื่อสร้างอวัยวะและเนื้อเยื่อของทารกในครรภ์ อีกทั้งท่านควรไปฝากครรภ์ตั้งแต่เนิ่นๆ  

www.aussiezonethailand.com       Credit to: momthai.blogspot.com
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 05, 2013, 02:52:36 PM โดย aussiezone » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เว็บชมพู.com - ลงประกาศฟรี โดยเฉพาะเสื้อผ้าอินเทรนด์ แฟชั่นดารา สินค้าแฟชั่นอินเทรนด์ พร้อมทั้งติดแบนเนอร์ และ แลกลิ้งค์ฟรี
« ตอบ #8 เมื่อ: มิถุนายน 05, 2013, 02:50:48 PM »

 บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #9 เมื่อ: มิถุนายน 10, 2013, 09:39:38 PM »

สารอาหารสำคัญพัฒนาสมองลูกในครรภ์

ในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ เป็นช่วงเวลาที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตของสมอง ระบบประสาทและไขสันหลังของลูกน้อยอย่างมาก จึงจำเป็นที่คุณแม่ต้องใส่ใจอาหารการกินเป็นพิเศษ เพื่อให้การเจริญเติบโตนี้เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดด้วย ซึ่งสารอาหารที่จำเป็นต่อการพัฒนาสมองของลูกน้อยในครรภ์ ได้แก่

•โปรตีน  การได้รับโปรตีนในปริมาณที่เพียงพอจะช่วยเพิ่มจำนวนเซลล์สมอง ช่วยในการสร้างเซลล์กล้ามเนื้อทารกในครรภ์ และช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายคุณแม่ มัมากในเนื้อสัตว์ต่างๆ ถั่ว
•คาร์โบไฮเดรต เป็นสารอาหารที่ให้พลังงานและช่วยพัฒนาการสมองของทารกในครรภ์ มีมากในข้าว และอาหารจำพวกแป้ง
•ธาตุเหล็ก  มีส่วนสำคัญในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงที่จะนำออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงสมอง มีมากในเนื้อสัตว์ เครื่องใน ไข่แดง ลูกเดือย ข้าวกล้อง
•ไอโอดีน มีส่วนสำคัญในกระบวนการสร้างไทรอยด์ฮอร์โมน (Thyroid hormone) ที่มีความจำเป็นต่อการสร้างเซลล์ของ ร่างกายและสมอง ให้มีการเจริญเติบโตอย่างปกติ โดยเฉพาะทารกที่อยู่ในครรภ์มารดาไปจนถึงอายุ 2 ขวบ หากขาดไอโอดีนจะทำให้สมองเจริญเติบโตไม่เต็มที่ มีมากในอาหารทะเลชนิดต่างๆ
•โฟเลต  เป็นสารที่แม่ตั้งครรภ์จำเป็นต้องได้รับก่อนการตั้งครรภ์ การขาดโฟเลตในช่วงสามเดือนแรกของการตั้งครรภ์ อาจทำให้แกนกลางประสาทของทารกในครรภ์เกิดความพิการได้ เพราะโฟเลตมีความจำเป็นต่อการสร้างเซลล์ ที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว การขาดโฟเลตในช่วงสามเดือนสุดท้าย อาจส่งผลให้การเจริญของสมองและประสาทไขสันหลังทารกผิดปกติ มีมากในผักใบเขียวทุกชนิดและผลไม้ ถั่วเมล็ดแห้ง แป้งถั่วเหลือง เมล็ดทานตะวัน มะเขือเทศ
•โอเมก้า 3 (สารตั้งต้นของดีเอชเอ) เป็นกรดไขมันที่เป็นส่วนประกอบของสมองและจอประสาทตา มีมากในปลาทะเล

www.aussiezonethailand.com        credit to : enfababy.com
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #10 เมื่อ: มิถุนายน 17, 2013, 08:39:48 PM »

ผลไม้ที่คุณแม่ตั้งครรภ์ไม่ควรทาน

                ผลไม้ที่คุณแม่ไม่ควรทานก็คือผลไม้แปรรูปและผลไม้ดองต่างๆ เพราะอาหารหมักดองหรือผลไม้แปรรูปมักผ่านกรรมวิธีการผลิตหลากหลายขั้นตอนกว่าจะมาถึงมือผู้บริโภคคุณค่าสารอาหารในผลไม้ก็หมดไปแล้ว นอกจากนี้ คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีรสหวานจัด เช่น ทุเรียน ลำไย เงาะ มะม่วงสุก น้อยหน่า เป็นต้น เนื่องจากมีน้ำตาลสูงอาจเสี่ยงภาวะการเกิดเบาหวานและทำให้น้ำหนักคุณแม่ขึ้นเกินมาตรฐานได้ด้วยนั่นเอง

www.aussiezonethailand.com         credit to : meemodel.com
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เว็บชมพู.com - ลงประกาศฟรี โดยเฉพาะเสื้อผ้าอินเทรนด์ แฟชั่นดารา สินค้าแฟชั่นอินเทรนด์ พร้อมทั้งติดแบนเนอร์ และ แลกลิ้งค์ฟรี
« ตอบ #10 เมื่อ: มิถุนายน 17, 2013, 08:39:48 PM »

 บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #11 เมื่อ: มิถุนายน 27, 2013, 12:31:30 PM »

การเตรียมตัวก่อนการตั้งครรภ์

คุณสุภาพสตรีส่วนใหญ่จะพบแพทย์เมื่อขาดประจำเดือน จะไปตรวจว่าตั้งครรภ์หรือไม่ และฝากครรภ์ แต่หากคุณผู้หญิงที่ตั้งใจว่าจะตั้งครรภ์ ลองไปปรึกษาแพทย์ก่อนเพื่อที่จะได้เตรียมตัวตั้งครรภ์ได้ปลอดภัย สิ่งที่แพทย์จะต้องถามและทำได้แก่

1.การตรวจสุขภาพก่อนการตั้งครรภ์

การตรวจสุขภาพก่อนการตั้งครรภ์แพทย์ จะรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพทั้งหมดเพื่อประมวลว่าจะต้องตรวจอะไรเป็นพิเศษ หรือต้องให้ยาหรือวัคซีนก่อนหรือไม่ อ่านที่นี่
•ประวัติการรับประทานยาคุมกำเนิด ประวัติการตั้งครรภ์ครั้งก่อนๆ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือการอักเสบของช่องคลอด ผลการตรวจภายใน
•ประวัติการเจ็บป่วย การรับประทานยา โรคประจำตัว หากท่านเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ต่อมธัยรอยด์เป็นพิษ ควรจะคุมอาการให้ดีก่อนการตั้งครรภ์
•ประวัติการผ่าตัด การให้เลือด
•ประวัติการรับประทานยาทั้งจากแพทย์สั่ง หรือยาที่ซื้อรับประทานเอง เพราะยาบางชนิดอาจจะส่งผลต่อการตั้งครรภ์
•ประวัติโรคของครอบครัว เช่น เบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ครรภ์แฝด เด็กพิการแต่กำเนิด
•อาชีพ สภาพแวดล้อมในการทำงาน การเลี้ยงสตว์เลี้ยง เพื่อที่แพทย์จะพิจารณาถึงความเสี่ยงที่อาจจะมีผลต่อเด็ก
•น้ำหนัก สำหรับท่านที่น้ำหนักเกินควรจะลดน้ำหนักให้ใกล้เคียงปกติก่อนตั้งครรภ์
•พฤติกรรมของท่านและสามีว่ามีพฤติกรรมที่อาจจะส่งผลเสียต่อการตั้งครรภ์หรือไม่ เช่น ดื่มสุร บุหรี่ หากมีพฤติกรรมดังกล่าวควรจะงดทั้งหมด
•การออกกำลังกาย วิธีการออกกกำลัง ความแรง ระยะเวลา เพื่อที่แพทย์จะได้แนะนำเรื่องออกกำลังกาย โดยปกติก็ไม่มีข้อห้ามในการออกกำลังกาย นอกเสียจากท่านอาจจะมีข้อห้ามแพทย์จะแนะนำให้ท่านลดการออกกำลังกาย
•อาหาร แพทย์จะแนะนำอาหารโดยการหลีกเลี่ยงสุรา ส่วนกาแฟก็ไม่ควรจะเกินวันละสองแก้ว ชาวันละไม่เกิน3แก้ว อาหารควรจะอุดมไปด้วยแคลเซี่ยม วิตามินซี

เป็นการดีที่จะปรึกษาแพทย์ก่อนการตั้งครรภ์โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่า 30 ปีแพทย์จะแนะนำให้รับประทานกรดโฟลิกเป็นประจำ และให้หยุดรับประทานยาคุมกำเนิดก่อนการตั้งครรภ์ 3 เดือนแพทย์จะแนะนำวันที่เหมาะสมจะมีเพศสัมพันธ์และมีโอกาสที่จะตั้งครรภ์สูง หญิงวัยที่พร้อมจะมีบุตรควรดูแลตัวเองให้พร้อมที่จะมีบุตรโดยเฉพาะการดูแลก่อนการตั้งครรภ์ เนื่องจากว่าความพิการของเด็กบางครั้งอาจจะเกิดก่อนการตั้งครรภ์เนื่องจาการติดเชื้อ โรคของมารดา ขาดสารอาหาร และสิ่งแวดล้อม ดังนั้นเพื่อได้ทารกที่สมบูรณ์ควรเตรียมตัวก่อนการตั้งครรภ์ดังนี้
•การได้รับ Folic acid เป็นประจำ
•การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการดำรงชีวิต
•การตรวจสุขภาพก่อนการตั้งครรภ์

Folic acid มีประโยชน์อะไร

ก่อนการตั้งครรภ์ หรือตั้งครรภ์ 3 เดือนแรกหญิงมีครรภ์ควรได้รับ folic acid เนื่องจากวิตามินนี้สามารถป้องการความทางสมองและประสาทไขสันหลังได้ (called neural tube defects {NTDs}] และยังป้องกันปากแหว่ง และเพดานโหว่ได้ แนะนำให้หญิงที่เตรียมตัวตั้งครรภ์ได้รับอาหารที่มีคุณภาพ และอุดมไปด้วย folic acid เช่น น้ำส้ม ผักใบเขียว ถั่ว ธัญพืช และควรได้รับเสริมวันละ 4 มิลิกรัมก่อนการตั้งครรภ์ 1 เดือนจน 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์

จะต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการดำรงชีวิตอย่างไรบ้าง
•หยุดสุราโดยเด็ดขาดเนื่องจากสุราจะทำให้เด็กเกิดมามีความพิการได้
•หยุดสูบบุหรี่ และยาเสพติดเนื่องจากเด็กที่เกิดมาจะพิการและมีน้ำหนักตัวน้อยกว่าปกติ
•หยุดการอาบน้ำร้อน หรือการซาวน่าในช่วงแรกการตั้งครรภ์ เนื่องจากอาจทำให้เกิดความพิการทางสมอง NTDs
•ให้ดื่มกาแฟน้อยกว่าวันละครึ่งแก้วเนื่องจาก caffeine จะทำให้แท้งได้
•งดการสัมผัสแมวหรือรับประทานอาหารดิบเพราะอาจจะเกิดการติดเชื้อ
•ห้ามสวนช่องคลอดเอง

www.aussiezonethailand.com        Credit to : Siam Health
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #12 เมื่อ: กรกฎาคม 03, 2013, 03:37:31 PM »

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าตั้งครรภ์ อันนี้ก็แล้วแต่คนค่ะ ผู้หญิงบางคนรู้ตัวว่าตนเองตั้งครรภ์ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ แต่ผู้หญิงบางคนกว่าจะแน่ใจก็ต้องรอดูอาการ หรือทดสอบการตั้งครรภ์ซ้ำแล้วซ้ำอีก สำหรับผู้ที่ตั้งหน้าตั้งตาคอยเจ้าตัวน้อยมาเป็นโซ่ทองคล้องใจของครอบครัว อาจรอถึงเดือนที่ 2 ที่ 3 ไม่ไหว วันนี้เรามีอาการ 10 ข้อ ที่เป็นสัญญาณการตั้งครรภ์มาฝาก

สำหรับผู้ที่ใจร้อน หากคุณรู้สึกไม่แน่ใจว่าตนเองตั้งครรภ์หรือไม่ลองสังเกตตามอาการ 10 ข้อนี้ อาการเหล่านี้เป็นอาการทั่วไปที่บอกเป็นนัยๆ ว่าคุณกำลังตั้งครรภ์เท่านั้น แต่อย่าลืมนะคะว่าแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะเป็นครบทุกอาการที่กล่าวมา แต่บางคนอาจมีเพียงข้อสองข้อเท่านั้น
 
1. มีเลือดไหลกะปริดกะปรอยออกจากช่องคลอด หรือปวดเกร็งมดลูก
เมื่อล่วงไปครึ่งหนึ่งของช่วงรอบเดือน คือหลังจากหมดประจำเดือนไปแล้วประมาณ 8-10 วัน และถึงกำหนดมีประจำเดือนครั้งต่อไปไม่นาน คุณอาจจะพบเลือดไหลกะปริดกะปรอยออกมาจากช่องคลอดเป็นจุดสีชมพูจางๆ เนื่องจากในขณะนั้นตัวอ่อนกำลงฝังตัวเข้ากับผนังมดลูก เลือดที่เกิดจากไข่ฝังตัวนี้แตกต่างจากเลือดประจำเดือนตรงที่มีสีอ่อน และมีปริมาณน้อยมากๆ ในขณะที่เลือดประจำเดือนจะมีสีแดงเข้ม มีปริมาณมาก และมีรูปแบบการมาที่แน่นอน คือมาน้อย-มามาก-มาน้อย มดลูกเกร็งตัวก็เป็นอาการอีกอย่างหนึ่งที่พบบ่อยในช่วงแรกของการตั้งครรภ์
คุณแม่จะมีอาการหดเกร็งของมดลูกเหมือนกับเวลามีประจำเดือน จนกว่าถึงเวลาที่ตัวอ่อนจะฝังตัวได้ตำแหน่งที่กระดูกเชิงกรานสามารถรองรับได้ ในช่วง 3-6 เดือนแรก อาการปวดเกร็งมดลูกนี้จะเป็นอยู่ตลอด และจะเป็นมากขึ้นเมื่อออกกำลังกาย, มีเพศสัมพันธ์ หรือเปลี่ยนอิริยาบถในบางครั้ง
กรุณาติดตามในกระทู้ต่อไป

www.aussiezonethailand.com        Credit to kapook.com       
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เว็บชมพู.com - ลงประกาศฟรี โดยเฉพาะเสื้อผ้าอินเทรนด์ แฟชั่นดารา สินค้าแฟชั่นอินเทรนด์ พร้อมทั้งติดแบนเนอร์ และ แลกลิ้งค์ฟรี
« ตอบ #12 เมื่อ: กรกฎาคม 03, 2013, 03:37:31 PM »

 บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #13 เมื่อ: กรกฎาคม 08, 2013, 03:10:03 PM »

2. แพ้ท้อง
อาการนี้จะเกิดขึ้นในช่วงต้นๆ ของการตั้งครรภ์ คือภายใน 5-10 สัปดาห์หลังการตั้งครรภ์ และจะหายไปเมื่อเข้าช่วงสัปดาห์ที่ 16 คุณจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ และมีน้ำลายมากกว่าปกติ ซึ่งมักเป็นตอนเช้า อาการเวียนศีรษะเกิดจากร่างกายคุณแม่มีปริมาณโลหิตไหลเวียนมากขึ้น มีน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น ทำให้หัวใจทำงานหนัก แต่เลือดไปเลี้ยงสมองน้อยลง

เนื่องจากเลือดจำนวนมากถูกกักอยู่ในช่องท้องเพื่อใช้เลี้ยงทารกในครรภ์ นอกจากนี้ทารกในครรภ์ยังต้องการธาตุเหล็กมาก บางครั้งก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการของคุณแม่ อีกทั้งการตั้งครรภ์ทำให้เกิดความดันโลหิตต่ำลงด้วย จึงก่อให้เกิดอาการเวียนศีรษะ ส่วนอาการคลื่นไส้อาเจียนเป็นอาการที่เกิดจากระดับออร์โมนที่สูงขึ้นรวดเร็ว อันส่งผลโดยตรงต่อกระเพาะอาหารค่ะ
กรุณาติดตามในกระทู้ต่อไป

www.aussiezonethailand.com        Credit to kapook.com     
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #14 เมื่อ: กรกฎาคม 10, 2013, 05:15:18 PM »

3. ฐานเต้านมมีสีเข้มขึ้นกว่าเดิม 

          ช่วงต้นๆ ของการตั้งครรภ์ ประมาณช่วงที่คุณคาดว่าจะมีรอบเดือน คุณอาจจะสังเกตเห็นว่าฐานรอบๆ หัวนมจะเริ่มมีสีเข้มและขยายวงกว้างออกมามากขึ้น เชื่อกันว่าสีเข้มนี้จะช่วยให้ทารกเกิดใหม่หาหัวนมดูดได้ง่าย นอกจากนั้น คุณยังอาจสังเกตเห็นว่าเส้นเลือดบริเวณเต้านมกับตุ่มรอบหัวนมเล็กๆ ที่กระจายไปตามฐานนมมีจำนวนและขนาดเพิ่มขึ้นกว่าเดิม โดยฐานเต้านมข้างหนึ่งจะมีตุ่มเหล่านี้ประมาณ 4-28 ตุ่ม

กรุณาติดตามในกระทู้ต่อไป

www.aussiezonethailand.com        Credit to kapook.com
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #15 เมื่อ: กรกฎาคม 17, 2013, 03:58:26 PM »

4. คัดและเจ็บหน้าอก เจ็บหัวนม

ในช่วง 3 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ (หลังจากหระจำเดือนคลาดไปประมาณ 1 สัปดาห์) คุณอาจจะรู้สึกว่าหน้าอกบวมใหญ่ขึ้น เหมือนที่คุณรู้สึกตอนกำลังจะมีรอบเดือน แต่สำหรับผู้ตั้งครรภ์เต้านมจะคัดตึงมากกว่า เพราะเตรียมสร้างน้ำนมสำหรับเลี้ยงลูก อาการนี้จะหายไปหลังจากตั้งครรภ์ผ่านไป 12 สัปดาห์

กรุณาติดตามในกระทู้ต่อไป

www.aussiezonethailand.com        Credit to kapook.com     
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #16 เมื่อ: กรกฎาคม 19, 2013, 02:54:14 PM »

5. ปัสสาวะบ่อย

หลังจากประจำเดือนขาดไป 1-2 สัปดาห์ (หรือในช่วง 3 เดือนแรก) คุณจะพบว่าคุณปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ เนื่องจากปริมาณเลือดในร่างกายเพิ่มขึ้น และมดลูกโตขึ้น จึงต้องการเลือดไปเลี้ยงมดลูกมากกว่าปกติ ทำให้ไตกลั่นกรองปัสสาวะเพิ่มขึ้น ร่างกายจึงปรับตัวให้มีเลือดเพิ่มขึ้น ชีพจรเต้นเร็วขึ้น เพื่อกระตุ้นให้เลือดผ่านไตมากกว่าเดิม ส่งผลให้ไตกลั่นกรองปัสสาวะออกมากขึ้น อีกเหตุผลหนึ่งคือ ทารกในครรภ์ขยายตัวไปกดกระเพาะปัสสาวะ ทำให้จุปัสสาวะได้น้อยลง อาการนี้ผ่านไปสักระยะจะเป็นน้อยลงจนจางหายไป เพราะมดลูกอยู่สูงขึ้นไม่มากดทับกระเพาะปัสสาวะ และจะเป็นอีกครั้งเมื่อใกล้คลอด
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #17 เมื่อ: กรกฎาคม 24, 2013, 10:05:11 PM »

6. เหนื่อยง่าย 

          อาการอ่อนเพลียพบได้ในระยะ 8-10 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ เวลาตั้งครรภ์ร่างกายคุณจะเปลี่ยนแปลงระบบเมตาบอลิซึ่ม เพื่อปรับร่างกายให้เหมาะสมกับการเจริบเติบโตของทารก ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วอาการเหนื่อยง่ายนี้จะหายไปในสัปดาห์ที่ 12

กรุณาติดตามในกระทู้ต่อไป

www.aussiezonethailand.com        Credit to kapook.com   
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #18 เมื่อ: กรกฎาคม 31, 2013, 03:25:32 PM »

7. ท้องผูก

คุณอาจจะพบว่าท้องไส้ของคุณผิดปกติในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ ความผิดปกตินั้นเกิดจากร่างกายผลิตฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่มีฤทธิ์ลดประสิทธิภาพการหดตัวของลำไส้ลดลงออกมามากเกินไปในระหว่างตั้งครรภ์

กรุณาติดตามในกระทู้ต่อไป

www.aussiezonethailand.com        Credit to kapook.com     
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #19 เมื่อ: สิงหาคม 19, 2013, 08:47:50 PM »

8. อุณหภูมิของช่วงล่างของร่างกายสูงขึ้น

มั่นใจได้เลยว่าคุณเป็นคุณแม่คนใหม่แน่ ถ้าอุณหภูมิของร่างกายช่วงล่างของคุณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าล่วงเวลาที่ประจำเดือนคุณควรจะมาแล้ว การที่อุณหภูมิช่วงล่างของร่างกายสูงขึ้นแสดงว่าไข่กำลังเดินทางไปตามท่อรังไข่ไปฝังตัวที่มดลูก ซึ่งกระบวนการนี้ใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ นี่คือช่วงเวลาที่ร่างกายของคุณรับรู้แล้วว่าคุณกำลังตั้งครรภ์ เวลาที่ไข่เดินทางออกมาเป็นเวลาที่คุณแม่ส่วนใหญ่พบว่าอุณหภูมิของลำตัวช่วงล่างสูงขึ้นเป็นครั้งที่ 3 ซึ่งจะห่างจากครั้งแรกประมาณ 7-12 วัน และมีเลือดคั่งอยู่ที่บริเวณช่วงล่างมาก และการไหลเวียนเลือดไม่ดี คุณแม่จะต้องระวังเส้นเลือดโป่งพองซึ่งเมื่อผนวกกับอาการท้องผูกไปด้วยอาจทำให้เป็นริดสีดวงทวารได้

กรุณาติดตามในกระทู้ต่อไป

www.aussiezonethailand.com        Credit to kapook.com     
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #20 เมื่อ: สิงหาคม 23, 2013, 01:49:43 PM »

9. ประจำเดือนขาด

ถ้าร่างกายคุณเป็นปกติดี นี่อาจจะเป็นสัญญาณแรกที่เป็นเกณฑ์บอกคุณได้ว่าคุณกำลังตั้งครรภ์ ถ้าคุณประจำเดือนขาดและมีอาการอย่างหนึ่งอย่างใดที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ร่วมด้วย คุณก็มั่นใจได้โดยไม่ต้องทดสอบแล้วว่า คุณตั้งครรภ์แน่นอน

กรุณาติดตามในกระทู้ต่อไป

www.aussiezonethailand.com        Credit to kapook.com     
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #21 เมื่อ: สิงหาคม 30, 2013, 03:44:38 PM »

10. ผลทดสอบการตั้งครรภ์ที่เป็นบวก

ถ้าประจำเดือนคุณขาดไปไม่ถึงวันดี แต่คุณอยากรู้แล้วละว่าคุณท้องหรือเปล่า การทดสอบการตั้งครรภ์ด้วยปัสสาวะจะแม่นยำในช่วง 10-14 วันหลังจากปฏิสนธิ ถ้าคุณทนรอจนถึงเวลาที่ประจำเดือนขาดไม่ได้ การทดสอบการตั้งครรภ์ด้วยเลือดจะมีผลแม่นยำในช่วงวันที่ 8-10 หลังการปฏิสนธิ ให้พึงระลึกไว้ด้วยว่าผลการทดสอบการตั้งครรภ์ไม่ได้แม่นยำ 100% แม้ว่าจะทดสอบจากเลือดก็ตาม ถ้าคุณได้ผลออกมาเป็นลบ แต่ยังรู้สึกว่าตนเองยังตั้งครรภ์อยู่ ให้ลองทดสอบใหม่หลังจากนั้นอีก 1 สัปดาห์

กรุณาติดตามในกระทู้ต่อไป

www.aussiezonethailand.com        Credit to kapook.com     
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #22 เมื่อ: กันยายน 02, 2013, 09:31:56 PM »

ลูกควรนอน แค่ไหนจึงพอ?

ตั้งแต่เริ่มมีลูกเพิ่งเกิด และต้องดูแล เลี้ยงลูกเองที่บ้าน คุณพ่อ คุณแม่ หลายคนจะมีคำถามอยู่ในใจเสมอว่า ลูกควรนอน แค่ไหนจึงพอ? เนื่องจากบางครั้งดูเหมือนว่า ลูกจะตื่นบ่อยมาก จนคุณแม่จะลืมไปเลยว่า การได้นอนเต็มอิ่มของคุณแม่นั้นเป็นอย่างไร และการที่ลูกไม่ยอมนอน หรือตื่นบ่อยนั้น จะเป็นการป่วนกันไปทั้งบ้าน คุณพ่อ คุณแม่ จึงอยากรู้ว่า เวลาลูกตื่นมาร้องไห้กลางดึกนั้น ควรจะตอบสนองต่อเขาอย่างไร และจะมีวิธีที่จะฝึกให้ลูกนอนหลับได้ดีในตอนกลางคืนได้อย่างไร?

กรุณาติดตามในกระทู้ต่อไป

www.aussiezonethailand.com

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #23 เมื่อ: กันยายน 05, 2013, 09:50:46 PM »

นอนนาน แค่ไหนจึงพอ?

เป็นคำถามที่ คุณพ่อคุณแม่ มักจะถามคุณหมอ เมื่อเวลาพาลูกมาพบแพทย์ และ บางคนจะอ่านหนังสือ ค้นคว้ามาอย่างดีว่า ลูกจะต้องนอนนาน แค่นั้นแค่นี้ชั่วโมงต่อวันจึงจะพอ และคิดว่า ถ้านอนน้อยกว่านี้ จะทำให้ลูกไม่โต เนื่องจากฮอร์โมนที่ช่วยในการเจริญเติบโต (Growth Hormone) จะไม่หลั่งออกมา ฯลฯ ทำให้หลายคนเกิดความเครียด และพยายามจับลูกเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ ซึ่งอาจจะทำได้ อยู่ช่วงหนึ่ง แต่ต่อมาลูก ถ้าไม่ง่วงนอนจริง ก็จะตื่นขึ้นมาเล่น ในตอนดึก หรือกวนไปตลอดคืน จึงไม่อยากให้กังวล กับจำนวนชั่วโมงที่ลูกจะต้องนอน เพราะการนอนนั้นขึ้นกับแต่ละคน และอาจมีความแตกต่างกันได้มาก จึงไม่มีตัวเลขที่แน่นอนว่า เด็กอายุเท่าไร ควรจะนอนกี่ชั่วโมง จึงจะพอ แต่ที่นำมากล่าวถึงในที่นี้ จะเป็นเกณฑ์เฉลี่ยของเด็ก ในแต่ละช่วงอายุ และมีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นการสื่อถึงปัญหาการนอน ในเด็กให้คุณพ่อคุณแม่ได้เข้าใจง่ายขึ้นเท่านั้น

กรุณาติดตามในกระทู้ต่อไป

www.aussiezonethailand.com
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #24 เมื่อ: กันยายน 11, 2013, 05:36:32 PM »

ในทารกอายุ 6 เดือนแรก

     ในช่วงแรกเกิดนี้ เด็กจะนอนค่อนข้างมาก โดยเฉลี่ย 16-20 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งจะแบ่งเป็นช่วงๆ บางช่วงนาน 4-5 ช.ม.ซึ่งจะพอดีกับมื้อนม แต่ในบางครั้ง ก็อาจจะยาวกว่า 5 ช.ม. หรือสั้นเพียง 2-3 ช.ม. เท่านั้น ซึ่งทั้งหมดนี้ถือว่า เป็นเกณฑ์ปกติ และเด็กจะตื่น หรือหลับไปตามความต้องการ ภายในร่างกายของเขา เช่นเมื่ออิ่มก็จะหลับได้นาน เมื่อหิวหรือมีอึ,ฉี่เปียกก็จะตื่นมาร้อง ให้คุณพ่อคุณแม่ เข้ามาดูแลป้อนนม หรือเปลี่ยนผ้าอ้อมให้เขา ซึ่งถึงแม้การนอนของลูก จะมีช่วงเวลาที่แตกต่างกันบ้าง ในแต่ละวัน แต่ถ้าลูกแข็งแรง และเจริญเติบโตดี ก็ไม่มีสิ่งอันใด ที่จะต้องเป็นกังวล และไม่จำเป็นต้องปลุกลูก ขึ้นมาจากหลับ เพียงเพื่อให้ทานนม เพราะถึงเวลาทานนมแล้ว เมื่อลูกอายุมากขึ้น การนอนก็จะเริ่มเข้าที่มากขึ้น โดยจะเริ่มมีการนอนนานขึ้น ในช่วงกลางคืน และเริ่มจะตื่นมาเล่น นานขึ้นในช่วงเวลากลางวัน

กรุณาติดตามในกระทู้ต่อไป

www.aussiezonethailand.com      credit to: clinicdek.com
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #25 เมื่อ: กันยายน 20, 2013, 10:13:26 PM »

ตอนอายุประมาณ 3 เดือน เด็กจะนอนโดยเฉลี่ยประมาณ 5 ช.ม. ในช่วงกลางวันและอาจได้ถึง 10 ช.ม.ในช่วงกลางคืน โดยการตื่นขึ้นในตอนดึกเป็นช่วงๆ ประมาณ 1-2 ครั้ง โดยทั่วไป เด็กประมาณ 80-90 % ในอายุขนาดนี้ จะนอนได้เกือบตลอดคืน โดยมีช่วงนอนยาวได้ ถึง 6-8 ช.ม.ในคืนหนึ่งๆ ที่สำคัญคือ ในตอนที่ลูกหลับอยู่ คุณพ่อคุณแม่ ก็อาจจะได้ยินเสียงลูก เหมือนร้องหรือทำเสียงอื้ดอ้าดในคอเหมือนกับตอนที่ตื่นในบางช่วงของการนอนของลูก ซึ่งเป็นสิ่งปกติและที่จริงแล้วลูกก็ไม่ได้ตื่นขึ้นมา เพียงแต่เป็นช่วงที่นอนหลับไม่ลึก ทำให้มีการขยับตัว,ทำเสียง ฯลฯ และแม้ว่าลูกจะตื่นขึ้นมาจริงๆ ส่วนใหญ่ก็จะไม่ได้ตื่นขึ้นอย่างเต็มที่และมักจะหลับต่อได้เองในเวลาไม่นาน (ไม่กี่นาที) ซึ่งคุณพ่อคุณแม่จะสามารถปล่อย ให้ลูกลองนอนต่อเองได้โดยที่ไม่ต้องรีบอุ้มขึ้นมา ป้อนนมหรือปลุกให้ตื่นขึ้นจริงๆ

กรุณาติดตามในกระทู้ต่อไป

www.aussiezonethailand.com      credit to: clinicdek.com
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #26 เมื่อ: กันยายน 26, 2013, 08:16:55 PM »

ยกเว้นแต่ว่าเด็กตื่นขึ้นจริงๆและเริ่มร้องติดต่อกัน (คุณจะรู้ได้จากลักษณะการร้องของเขา) ซึ่งอาจจะจากการ ที่มีอึหรือฉี่เปียก, หิวนม หรือไม่สบาย ซึ่งคุณควรจะตอบสนอง ต่อความต้องการเหล่านี้อย่างรวบรัดและปล่อยให้ลูกกลับเข้านอนได้โดยเร็ว ไม่ควรจะพยายามพูดคุยเล่นกับลูกหรือเปิดไฟสว่างมาก ควรฝึกให้ลูกเรียนรู้เรื่อง เวลากลางวันกลางคืน โดยที่ให้ลูกได้อยู่ในห้อง ที่มีแสงสว่างและมีเสียงคึกคัก แบบเวลากลางวัน แต่พอถึงเวลากลางคืน เมื่อถึงเวลานอน ให้ทำให้บรรยากาศในห้องเงียบสงบ แสงไฟสลัว และมีกิจกรรมต่างๆน้อยที่สุด (ไม่ใช่เปิดทีวีดัง มีเสียงคุยกัน หรือเด็กคนอื่นๆเล่นกันสนุก ทำให้ลูกอยากขึ้นมาเล่นด้วย) ซึ่งการเอาลูกเข้านอนนี้ควรทำอย่างสม่ำเสมอตามเวลาและมีรูปแบบ ที่ค่อนข้างเหมือนเดิม ไปเรื่อยๆ จนเด็กเองเริ่มชินและจะสามารถเข้านอนได้เองโดยง่าย เมื่อลูกเริ่มง่วง

กรุณาติดตามในกระทู้ต่อไป

www.aussiezonethailand.com      credit to: clinicdek.com
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #27 เมื่อ: ตุลาคม 28, 2013, 09:09:21 PM »

ช่วงอายุ 6-12 เดือน

เด็กส่วนใหญ่จะนอนกลางวันประมาณ 3 ช.ม. และมักจะนอนกลางคืนได้นาน ถึง 11 ช.ม. ซึ่งถ้าลูกตื่นขึ้นมาบางครั้งในตอนกลางคืน คุณพ่อคุณแม่อาจจะคอยให้เขาลองกลับนอนต่อเองได้ โดยไม่ต้องรีบลุกขึ้นมาอุ้มเขา และพยายามให้การตื่นขึ้นมากวนของเขานั้นสั้นลง โดยไม่คอยอุ้มหรือเล่นกับเขา

ยกเว้นแต่ในกรณีที่ลูกมีอาการเจ็บป่วย ซึ่งจะต้องการความเอาใจใส่จากคุณพ่อคุณแม่มากขึ้น เด็กบางคนอาจเริ่มมีปัญหากลัวการอยู่คนเดียว แ ละต้องการให้มีคุณพ่อคุณแม่อยู่ด้วย ที่เรียกว่า separation anxiety ซึ่งเด็กบางคนก็จะเริ่มหันไปติด ผ้าห่ม (security blanket),ตุ๊กตา หรือดูดนิ้วแทน เพื่อทำให้ตนเองรู้สึกสบายใจเมื่อตื่นขึ้นมาในตอนกลางคืนแล้วไม่พบคุณแม่อยู่ใกล้ๆ ซึ่งการติดสิ่งของเหล่านี้เป็นขั้นตอนพัฒนาการที่ปกติ และจะหายไปเองเมื่อลูกโตขึ้น คุณพ่อคุณแม่ยังคงต้องรักษากิจวัตรประจำวัน (ประจำคืน) ที่ทำอยู่ต่อไป แม้ว่าบางครั้งเด็กอาจจะดูเหมือนไม่ยอมเข้านอนขึ้นมา เพราะความสงบเย็น และความสม่ำเสมอของคุณพ่อคุณแม่ จะทำให้การเปลี่ยนแปลงของการนอนของเขากลับเข้าสู่สภาวะปกติได้ในเวลาไม่นาน

กรุณาติดตามในกระทู้ต่อไป

www.aussiezonethailand.com      credit to: clinicdek.com

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #28 เมื่อ: ตุลาคม 30, 2013, 09:56:24 PM »

ช่วงอายุ 1-3 ปี

ช่วงนี้เด็กจะต้องการเวลานอนประมาณ 10-13 ช.ม.บางคนจะกลัวการอยู่คนเดียว (separation anxiety) หรืออยากอยู่กับคุณพ่อคุณแม่ เพื่อให้อุ้มหรือเล่นด้วย จึงทำให้เด็กอาจจะพยายามฝืนไม่ยอมเข้านอนง่ายๆ แม้ว่าตนเองจะง่วงมากแล้วก็ตาม (บางบ้านที่คุณพ่อคุณแม่ต้องกลับบ้านดึก จะพบว่าลูกจะไม่ยอมนอน จะคอยจนกว่าจะเห็นหน้าคุณพ่อคุณแม่ แม้ว่าพี่เลี้ยงหรือคุณยายจะพยายามเอาเขาเข้านอนแล้วก็ตาม) ให้ลองสังเกตช่วงเวลาที่ดูว่าลูกเริ่มง่วง และทำท่าจะนอนได้ง่าย และพยายามจัดกิจกรรมและการเตรียมตัวก่อนเข้านอนให้คงที่ในช่วงเวลานั้นๆ จนเด็กเกิดความเคยชิน ซึ่งในเด็กวัยนี้จะคุ้นกับการทำอะไรที่เหมือนๆเดิมทุกวัน อาจเป็นเพียงเวลา 15-30 นาทีก่อนนอนที่จะมีการกล่อมด้วยเพลงเย็นๆ, เล่านิทาน หรือกอด,พูดคุยกับลูกเบาๆในเรื่องที่สบายๆ ทำให้เขาสามารถผ่อนคลายและเข้านอนได้โดยง่าย อย่าให้ลูกชวนเล่น หรือชวนลูกเล่นนานจนเกินเวลาที่เขาจะง่วง และกลายเป็นตั้งตาคอยให้คนมาเล่นด้วยก่อนนอน

กรุณาติดตามในกระทู้ต่อไป

www.aussiezonethailand.com
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #29 เมื่อ: พฤศจิกายน 02, 2013, 07:46:21 PM »

คุณอาจให้ลูกได้มีโอกาสเลือกชุดที่จะใส่นอน จะเอาตุ๊กตาตัวไหนมานอนด้วย หรือเลือกเพลงหรือหนังสือนิทานที่จะอ่านให้ฟังบ้าง เพื่อให้เด็กรู้สึกว่าตนเองได้มีส่วนร่วมตัดสินใจ จะทำให้เด็กให้ความร่วมมือในการเอาเขาเข้านอนได้ง่ายขึ้น แม้ว่าลูกจะสามารถเข้านอนได้ง่ายจนสม่ำเสมอแล้วก็ตาม แต่ในบางคืนก็อาจมีการ “ผิดคิว” ขึ้นบ้าง เช่น ฟันกำลังเริ่มขึ้นพ้นเหงือก, การที่ลูกป่วยไม่สบาย หรือเมื่อตอนกลางวันมีเรื่องตื่นเต้น น่าตกใจ ทำให้ลูกเกิดกลัวขึ้นมาเมื่อถึงเวลานอนเอง หรือแม้แต่ฝันในขณะที่หลับไปแล้ว (เด็กวัยนี้ก็เริ่มมีการฝันได้) บางรายจะมีการฝันร้าย ทำให้เด็กตื่นขึ้นมาอย่างตกใจและจะร้องกวนมาก เนื่องจากเด็กยังแยกไม่ได้ระหว่างความฝันกับสิ่งที่เป็นจริง ซึ่งคุณจะช่วยทำให้ลูกหายกลัวได้ โดยการกอดเขา ปลอบเขาและทำตัวสบายๆให้เขารู้สึกอบอุ่น มั่นใจว่ามีคุณอยู่ใกล้ ให้โอกาสลูกได้เล่า “ความฝัน” ที่เขาได้ประสบให้ฟังเพื่อผ่อนคลาย ก่อนที่จะให้เขาเข้านอนอีกในเวลาไม่นานนัก

กรุณาติดตามในกระทู้ต่อไป

www.aussiezonethailand.com
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #30 เมื่อ: ธันวาคม 14, 2013, 03:43:45 PM »

ช่วงวัยเตรียมอนุบาล (3-5 ปี)

เด็กวัยนี้จะนอนประมาณ 10-12 ช.ม.ในเวลากลางคืน และส่วนใหญ่จะไม่ต้องการนอนในตอนกลางวัน แต่หลายๆโรงเรียนอนุบาลยังจัดให้มีชั่วโมงพักผ่อนในตอนบ่าย เพื่อให้เด็กได้อยู่กันอย่างเงียบๆ หรือนอนพักถ้าต้องการ ในตอนกลางคืนแม้ว่าส่วนใหญ่จะหลับได้ดีแล้ว แต่บางครั้งบางคืนอาจจะมีการฝัน ที่ทำให้เด็กตื่นขึ้นและไม่ยอมเข้านอนอีก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่อาจจะเตรียมของเล่นที่ช่วยฆ่าเวลาและเตรียมให้เขาเข้านอนได้อีก เช่น หนังสือนิทาน เทปเพลง หรือวิดิทัศน์เรื่องที่เขาชอบ หรือไฟฉาย เพื่อให้เขาได้ใช้และเตรียมเขาเข้านอนใหม่ โดยไม่ต้องตื่นมาเล่นกัน หรือค้นหาของต่างๆเหล่านี้อย่างโกลาหล

กรุณาติดตามในกระทู้ต่อไป

www.aussiezonethailand.com
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #31 เมื่อ: มกราคม 02, 2014, 04:29:08 PM »

ช่วงวัยเรียน (6 ปีขึ้นไป)

เด็กยังต้องการการนอนประมาณ 10-12 ช.ม. ลูกจะสามารถเข้านอนได้เองโดยง่าย แต่บางคนก็ยังอาจต้องการให้คุณพ่อคุณแม่ ให้เวลากับเขาก่อนเข้านอน ซึ่งอาจเป็นการพูดคุยกันในเรื่องเบาๆเกี่ยวกับตัวเขา หรือความคิดเห็นต่างๆ ซึ่งจะมีความหมายมากสำหรับลูก

ในช่วงนี้คุณอาจจะสอนลูกให้สวดมนต์ไหว้พระ หรือเตรียมจัดตารางเรียน(จัดกระเป๋าเรียน) และชุดนักเรียนให้พร้อม ก่อนเข้านอน เพื่อที่เวลาตื่นนอนตอนเช้าทุกอย่างจะได้ไม่ฉุกละหุกนัก และเป็นการฝึกระเบียบวินัยให้กับลูกด้วย ในเด็กที่โตกว่านี้ อาจจะต้องการเวลานอนที่น้อยลง แต่ก็ยังเป็นประมาณ 10 ช.ม.ต่อคืน

กรุณาติดตามในกระทู้ต่อไป

www.aussiezonethailand.com
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #32 เมื่อ: มกราคม 29, 2014, 11:32:19 PM »

คุณพ่อคุณแม่ควรพยายามดูแลให้เด็กได้นอนพักผ่อนอย่างเพียงพอด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้เล่นเกมคอมพิวเตอร์ หรือดูแต่ทีวีจนดึกดื่น โดยไม่มีการตักเตือนหรือมีมาตรการที่จะให้อยู่ในกรอบของเวลา ในบางครั้งอาจมีรายการทีวีที่ดีน่าชม แต่ออกอากาศดึก ก็อาจใช้วิธีบอกเขาว่าคุณจะช่วยบันทึกไว้ในวิดิทัศน์ให้เด็กได้ดูในวันรุ่งขึ้น (หรือวันอื่น) ที่ไม่ใช่เวลาดึกๆ เกินเวลานอนตามปกติของเขา และควรต้องสอนลูกเรื่องการแบ่งเวลาให้เหมาะสม เช่น การดูทีวีได้ก็เมื่อทำการบ้านเสร็จ หรือเมื่อใกล้สอบจะต้องมีการทบทวนเนื้อหาวิชาก่อนสอบ ไม่ใช่แต่จะเล่นเกมส์จนนอนดึกเกินไป ฯลฯ

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถ้าคุณพ่อคุณแม่เริ่มฝึกลูกต้องแต่เล็ก และมีความมั่นคงสม่ำเสมอในการดูแลเขา ก็จะเป็นนิสัยดีที่จะติดตัวเขาไป และทำให้เด็กรู้จักความรับผิดชอบ, การแบ่งเวลา ฯลฯ ได้

ดังนั้นการนอนของลูกว่าควรจะนอนแค่ไหนถึงจะพอนั้น แม้ว่าอาจจะแตกต่างกันบ้างในแต่ละครอบครัว แต่ก็มีแนวทางที่คุณพ่อคุณแม่พอจะนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับความเป็นไปในครอบครัวของเรา และควรเริ่มฝึกฝนตั้งแต่เล็กเพื่อให้ลูกได้มีการนอนพักผ่อนที่เพียงพอ และมีสุขภาพที่ดีต่อไปในอนาคต

www.aussiezoenthailand.com]By [url=http://www.aussiezoenthailand.com]www.aussiezoenthailand.com[/url]
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #33 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 08, 2014, 03:32:02 AM »

4 เทคนิค สร้างลูกฉลาดตั้งแต่ในครรภ์ (Mother&Care)

คุณแม่ทุกท่านย่อมต้องการให้ลูกที่เกิดมาเป็นเด็กฉลาดทั้งทางสติปัญญาและอารมณ์ ถึงแม้ว่าเรื่องของกรรมพันธุ์จะเป็นปัจจัยหนึ่งต่อความเฉลียวฉลาดของลูก แต่ก็ยังมีเรื่องของอาหารของคุณแม่ตั้งแต่ขณะตั้งครรภ์และของลูกภายหลังคลอด รวมถึงสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเด็ก ขณะที่อยู่ในท้องและภายหลังคลอดก็เป็นส่วนสำคัญต่อพัฒนาการของสมองและอารมณ์ของลูกอย่างต่อเนื่องค่ะ
 
ลูกเป็นอย่างไร ในแต่ละช่วง

กรุณาติดตามในกระทู้ต่อไป

www.aussiezonethailand.com        Credit to baby.kapook.com     
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #34 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 18, 2014, 11:36:44 PM »

ช่วง 1-3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ เป็นช่วงของการเริ่มต้นสร้างอวัยวะ กล้ามเนื้อต่าง ๆ และเซลล์ประสาทของลูกน้อย ช่วงนี้คุณแม่จะต้องดูแลเรื่องอาหาร ยา และหลีกเลี่ยงสารพิษ เมื่อเข้าสู่เดือนที่ 3 ทารกจะมีการตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอกที่มากระทบได้แล้ว ลูกจะดิ้นไปมาอยู่ในท้อง แต่แม่จะยัง ไม่ค่อยรู้สึกเพราะขนาดตัวของลูกยังเล็กมาก
กรุณาติดตามในกระทู้ต่อไป

www.aussiezonethailand.com        Credit to baby.kapook.com
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #35 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 26, 2014, 06:09:41 AM »

ช่วง 4-6 เดือนของการตั้งครรภ์

ประสาทสัมผัสทางการได้ยินเริ่มพัฒนา ทารก จะเริ่มได้ยินเสียงหัวใจและเสียงของแม่ จำนวนเซลล์ของระบบประสาทเพิ่มมากขึ้น ทำให้ทารกเริ่มจดจำเสียงของคุณแม่ได้ และยังมีการเชื่อมต่อระหว่างระบบประสาทกับระบบกล้ามเนื้อ ทารกสามารถเคลื่อนไหวแขนและขาตามจังหวะของ ข้อพับ กำมือ ยืดตัว หรือพลิกตัวได้แล้ว

www.aussiezonethailand.com        Credit to baby.kapook.com


* prag2.jpg (21.11 KB, 364x388 - ดู 43 ครั้ง.)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #36 เมื่อ: มีนาคม 16, 2014, 05:29:41 PM »

ช่วง 7-9 เดือนของการตั้งครรภ์ เมื่อลูกรู้สึกว่าภายนอก มีเสียงดัง หรือหากคุณแม่กินอาหารผิดเวลา ลูกจะสื่อความต้องการ หรือตอบโต้ด้วยการดิ้น เตะ ถีบ ระบบประสาทในการมองเห็นพัฒนา รูม่านตาจะเริ่มขยายหรือหรี่ได้ แม้จะอยู่ในถุงน้ำคร่ำ ทารกก็สามารถรับรู้ต่อแสง ความมืด ความสว่างได้ และสมองของทารกช่วงนี้ เป็นระยะที่มีการขยายตัวของเซลล์และรอยหยักมากขึ้น เด็กจะมีความจำมากขึ้น

กรุณาติดตามในกระทู้ต่อไป

www.aussiezonethailand.com        Credit to baby.kapook.com
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #37 เมื่อ: มีนาคม 23, 2014, 06:30:49 PM »

ส่งเสริม 4 พัฒนาการให้ลูกในท้อง

ขณะที่ทารกอยู่ในครรภ์ ระบบประสาทส่วนต่าง ๆ ของลูกเริ่มทำงาน สามารถรับรู้และตอบสนองกับสิ่งกระตุ้นจากภายนอกท้องแม่ได้ โดยเฉพาะช่วงตั้งครรภ์ 4 เดือนไปแล้ว คุณแม่และคุณพ่อจึงสามารถช่วยส่งเสริมพัฒนาการของลูกได้ ดังนี้

กรุณาติดตามในกระทู้ต่อไป

www.aussiezonethailand.com        Credit to baby.kapook.com
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #38 เมื่อ: มีนาคม 25, 2014, 08:26:15 PM »

1. ด้านอารมณ์

คุณแม่ที่อารมณ์ดีอยู่เสมอจะทำให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีทั้งสมอง (IQ) และอารมณ์ (EQ) ในทางตรงกันข้าม คนที่มีอารมณ์หงุดหงิด โมโหง่าย จะทำให้ลูกคลอดออกมาเป็นเด็กงอแง เลี้ยงยาก พัฒนาการช้า ดังนั้นระหว่างตั้งครรภ์ควรปรับอารมณ์ให้ดีอยู่เสมอ ไม่เครียด อาจฟังเพลงหรืออ่านหนังสือเพื่อช่วยในการผ่อนคลายอารมณ์

กรุณาติดตามในกระทู้ต่อไป

www.aussiezonethailand.com        Credit to baby.kapook.com     
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #39 เมื่อ: เมษายน 04, 2014, 02:16:59 PM »

2. ด้านการมอง

ออกไปยืนรับแสงแดดอ่อนๆ นอกบ้านช่วงเช้าหรือบ่าย ควรเลือกแสงที่มีความสว่างไม่จ้าจนเกินไป นอกจากนี้ การใช้ไฟฉายส่องที่หน้าท้องก็เป็นอีกวิธีที่ทำให้เซลล์สมองและเส้นประสาทส่วนรับภาพและ การมองเห็นของทารกมีพัฒนาการดีขึ้นและเตรียมพร้อมสำหรับการ มองเห็นภายหลังคลอด

กรุณาติดตามในกระทู้ต่อไป

www.aussiezonethailand.com        Credit to baby.kapook.com     
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #40 เมื่อ: เมษายน 20, 2014, 04:38:17 PM »

3. ด้านการได้ยิน
         
หมั่นพูดคุยกับลูกในท้องบ่อย ๆ ด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล ใช้ประโยคซ้ำ ๆ เพื่อให้ลูกคุ้นเคย จะช่วยให้ระบบประสาทและสมองที่ควบคุมการได้ยินมีพัฒนาการที่ดีและเตรียมพร้อมสำหรับการได้ยินหลังคลอด

นอกจากนี้ การร้องหรือเปิดเพลงให้ลูกฟังบ่อยๆ โดยเฉพาะเพลงที่มีความไพเราะและคุณแม่ชอบฟัง ซึ่งการใช้เสียงกระตุ้นจะทำให้ การได้ยินของลูกมีพัฒนาการดีขึ้น ช่วงเวลาที่เหมาะในการฟังเพลง ควรเป็นช่วงหลังมื้ออาหาร เพราะเป็นช่วงเวลาที่ลูกตื่นตัวมากที่สุด ควรเปิดเสียงเพลงให้อยู่ห่างจากหน้าท้องประมาณ 1 ฟุต และเปิดเสียงดังพอประมาณเพื่อลูกในท้องจะได้ฟังเสียงเพลงไปด้วย คลื่นเสียงจะไปกระตุ้นให้ระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับการได้ยินมีการพัฒนาระบบการทำงานได้เร็วขึ้น ทำให้เมื่อลูกคลอดออกมาจะมีความสามารถในการจัดลำดับความคิดในสมอง รู้สึกผ่อนคลาย และจดจำสิ่งต่างๆ ได้ดี

กรุณาติดตามในกระทู้ต่อไป

www.aussiezonethailand.com        Credit to baby.kapook.com     
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #41 เมื่อ: มิถุนายน 01, 2014, 07:47:05 PM »

4. ด้าน การสัมผัส
         การลูบไล้หน้าท้องบ่อย ๆ จะกระตุ้นระบบประสาทและสมองส่วนรับรู้ความรู้สึกของลูกให้มีพัฒนาการที่ดีขึ้น คุณแม่ควรลูบหน้าท้องเป็นวงกลมจากบนลงล่างหรือจากล่างขึ้นบน บริเวณไหนก่อนก็ได้ โดยขณะที่สัมผัสอาจร้องเพลงหรือพูดคุย ไปด้วย ยิ่งถ้าทำในช่วงเวลาเดิมเป็นประจำจะรู้สึกได้ว่าเมื่อถึงช่วงเวลานั้น ลูกจะดิ้นรออยู่แล้ว

         นอกจากการลูบไล้หน้าท้องแล้วการออกกำลังกายเบา ๆ หรือการเดินเล่น จะทำให้ลูกในท้องมีการเคลื่อนไหว ตามไปด้วย และผิวกายของลูกจะไปกระแทกกับผนังด้านในของมดลูก ซึ่งจะช่วยกระตุ้นระบบประสาทสัมผัสของลูกให้พัฒนาได้ดีขึ้น ทั้งนี้ ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่ต้องเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องค่ะ

www.aussiezonethailand.com        Credit to baby.kapook.com
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #42 เมื่อ: มิถุนายน 22, 2014, 09:41:46 PM »

กินอย่างไรลูกจึงจะแข็งแรง

มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ถามกันมามากในช่วงกำลังตั้งครรภ์คือ เรื่องอาหารการกินว่าจะกินกันอย่างไร ทารกในครรภ์ถึงจะแข็งแรง และกินอย่างไร จึงจะไม่อ้วน คุณๆ ส่วนใหญ่ก็จะนึกถึงลูกเป็นสำคัญ ไม่ค่อยจะนึกถึงตัวเองสักเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะอ้วนเกินไปเพราะธรรมชาติช่วย “กินอย่างไรทารกในครรภ์จึงจะแข็งแรง”จึงเป็นปัญหาที่คุณแม่ถามถึงเสมอ
กรุณาติดตามในกระทู้ต่อไป
www.aussiezonethailand.com        Credit to pregnancysquare
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #43 เมื่อ: กรกฎาคม 06, 2014, 12:27:20 PM »

          พูดถึงทารกในครรภ์นั้น ไม่ต้องการอะไรจากแม่ โดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ ซึ่งจะมองเห็นไข่แดงหรือ Yoke sac ซึ่งจะเห็นเป็นรูปร่างคล้ายแหวน อยู่ใกล้ๆ หรือต่อกับทารก ดังนั้น คุณแม่ท้องสบายใจได้เลยว่า คุณสามารถแพ้ท้องได้โดยไม่ต้องทานอะไรเลย โดยทารกในครรภ์ก็จะไม่เป็นอะไร จนกระทั่ง หลังจาก 3 เดือนเป็นต้นไป เมื่อทารกโตขึ้นอาหารจากไข่แดงก็จะไม่เพียงพอ ดังนั้น คุณจึงต้องทานเข้าไป โดยเฉพาะอาหารเสริมที่มีความสำคัญทั้งหลาย ได้แก่ ธาตุเหล็ก แคลเซียม และอื่นๆ อีกเล็กน้อย ซึ่งแพทย์จะจัดให้ในรูปแบบของยาบำรุงครรภ์ ทั้งหลายที่คุณๆ ควรได้รับระหว่างการตั้งครรภ์

กรุณาติดตามในกระทู้ต่อไป

www.aussiezonethailand.com        Credit to pregnancysquare
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #44 เมื่อ: กรกฎาคม 14, 2014, 04:30:48 PM »

          ก็จะเห็นได้ว่าระหว่างการตั้งครรภ์นี้ น้ำหนักตัวก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากการศึกษาพบว่าใน 3 เดือนแรก น้ำหนักขึ้นประมาณ 1 กิโลกรัมหลังจาก 3 เดือนแรก น้ำหนักจะขึ้นที่ 2 กิโลกรัมต่อเดือน จนกระทั่งเดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์ น้ำหนักจะขึ้นน้อยมาก ประมาณ 1 กิโลกรัมหรือไม่ขึ้นเลย สรุปว่าการตั้งครรภ์ที่ปกตินั้น น้ำหนักจะขึ้นทั้งหมดประมาณ 10-12 กิโลกรัมหรือคิดง่ายๆ ดังนี้ เช่น ตั้งครรภ์ ประมาณ 5 เดือนน้ำหนักก็ควรจะขึ้นประมาณ 5 กิโลกรัมหรือตั้งครรภ์ 7 เดือน ก็ควรจะขึ้นเป็น 7 กิโลกรัม เป็นต้น และตอนที่ตั้งครรภ์ครบกำหนดแล้ว คือ 10 เดือน น้ำหนักก็ควรจะขึ้นเป็น 10 กิโลกรัม เป็นต้น นี่เป็นน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นในภาวะปกติ ซึ่งประกอบไปด้วย น้ำ เลือด ในร่างกายที่มีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น การบวมตามเนื้อตามตัวของผู้เป็นแม่ น้ำหนักของเต้านมที่โตขึ้น และน้ำหนักของทารกในครรภ์เมื่อครบกำหนด

กรุณาติดตามในกระทู้ต่อไป

www.aussiezonethailand.com        Credit to pregnancysquare
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #45 เมื่อ: สิงหาคม 06, 2014, 07:23:29 PM »

ในแม่ท้องนั้น ถ้าไม่ระวังน้ำหนักก็จะเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ น้ำหนักตัว ถ้าเพิ่มมากขึ้น โดยคาร์โบไฮเดรต หรือ ไขมัน ก็จะอ้วนผิดปกติ การทานอาหาร จึงต้องระวังเรื่องของคาร์โบไฮเดรตและไขมันให้มาก ซึ่งโดยธรรมชาตินั้น การดูดซึมอาหารทั้งสองประเภทนี้ จะมากกว่าภาวะปกติ ฉะนั้น ถ้าไม่ระวังก็จะอ้วน ความอ้วนจึงเป็นศัตรูของการตั้งครรภ์ เพราะความอ้วนก่อให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงได้ ทำให้เกิดเบาหวานแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ ที่น่ากลัวที่สุด คือ ครรภ์เป็นพิษ โดยสาเหตุที่แท้จริงยังไม่ทราบ สูติแพทย์จะกลัวครรภ์เป็นพิษกันมาก เพราะความรุนแรง อาจจะทำให้เด็กเสียชีวิต และมารดาก็อาจจะเสียชีวิตได้ เช่นกัน ดังนั้น ระหว่างตั้งครรภ์ การคุมน้ำหนัก จึงเป็นสิ่งที่ควรคำนึงถึง อย่าปล่อยให้เป็นเรื่องของเทวดา
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #46 เมื่อ: สิงหาคม 12, 2014, 09:25:03 PM »

          เมืองไทยเป็นเมืองผลไม้ แม่ท้องถ้าได้ทานผลไม้มากถือเป็นสิ่งดี หลายคนเลยถามว่าทานทุเรียนดีไหม ? เพราะทุเรียนได้ชื่อว่าเป็น King of Fruit และหารับประทานได้เสมอทุกเดือน ทุกฤดู ว่าไปแล้วทุเรียน หาได้ง่ายในบ้านเรา ทุเรียนเป็นผลไม้ ที่อุดมไปด้วยความหวาน มากไปด้วยคาร์โบไฮเดรต หากทานมาก ก็จะทำให้น้ำหนักขึ้นมาก หรืออ้วนมาก เรียกได้ว่าไม่ดี ฉะนั้นหากถามถึงทุเรียน ก็ตอบได้ว่าไม่ควรทานมาก เพราะประโยชน์ที่ได้มีน้อยกว่าโทษ หากจะทานทุเรียนก็ต้องพิจารณาเป็นครั้งเป็นคราวไป

กรุณาติดตามในกระทู้ต่อไป

www.aussiezonethailand.com        Credit to pregnancysquare
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #47 เมื่อ: กันยายน 01, 2014, 02:28:51 PM »

น้ำมะพร้าวก็มีถามเข้ามามาก หลายคนชอบดื่มน้ำมะพร้าว ทางการแพทย์ก็ไม่ได้ห้ามอะไร และไม่ได้ห้ามการดื่มน้ำมะพร้าว น้ำมะพร้าวมีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนอ่อนๆ ซึ่งจะทำให้รอบเดือนของผู้หญิงผิดปกติได้ เนื่องจากน้ำมะพร้าวทำให้รอบเดือนผิดปกติไปด้วย หลายๆ คนจึงห้ามดื่มน้ำมะพร้าว แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ทำให้เกิดอะไร นอกจากดื่มแล้วจะอ้วนได้ เพราะอุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต

กรุณาติดตามในกระทู้ต่อไป

www.aussiezonethailand.com        Credit to pregnancysquare
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #48 เมื่อ: กันยายน 23, 2014, 09:45:11 PM »

อาหารของมนุษย์เรามีอยู่ 5 หมู่ ขณะที่กำลังตั้งครรภ์ควรจะรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ซึ่งจะได้คาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน เกลือแร่ และวิตามิน อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต และไขมัน เนื่องจากร่างกายต้องการสารอาหารดังกล่าว และหาได้ง่าย แต่หากกินอย่างไม่บันยะบันยัง ก็จะอ้วนได้ง่าย ขณะที่อาหารหมู่โปรตีน เกลือแร่ วิตามินเป็นหมู่ที่ร่างกายต้องการไม่มาก แม้ว่าจะจำเป็น จึงไม่น่าเป็นห่วงมากนัก เพราะอาหารเหล่านี้ไม่ทำให้อ้วน
 
กรุณาติดตามในกระทู้ต่อไป

www.aussiezonethailand.com      Credit to pregnancysquare
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #49 เมื่อ: กันยายน 28, 2014, 07:28:21 PM »

          อาหารพวกเกลือแร่และวิตามิน ร่างกายได้จากอาหารเสริม หรือในรูปยาบำรุง ซึ่งได้แก่ธาตุเหล็ก และเกลือแคลเซียม เมื่อทานธาตุเหล็กเข้าไปทำให้อุจจาระดำก็ไม่เป็นไร ส่วนเกลือแคลเซียมนั้น ในช่วงของการตั้งครรภ์มีความจำเป็นมาก โดยเฉพาะเมื่ออายุครรภ์มากกว่า 5 เดือนขึ้นไปแล้ว ร่างกายของแม่ต้องการวันละ 1,200–1,300 มิลลิกรัม ถ้าหากแคลเซียมไม่พอดี มีมากหรือน้อยเกินไป ก็จะทำให้เกิดเป็นตะคริวขึ้นมา ฉะนั้นในแต่ละวันต้องให้ได้พอดีกับความต้องการของร่างกาย มีฮอร์โมนพาราไทรอยด์และฮอร์โมนซิโตนินเป็นตัวควบคุม แคลเซียมมีมากในนมซึ่งหาได้ง่ายและรู้ปริมาณที่แน่นอน หรือในรูปของเกลือแคลเซียมในรูปแบบของยาเม็ด ฉะนั้นคุณต้องพิจารณาให้รอบคอบว่าในแต่ละวันได้แคลเซียมเพียงพอหรือไม่ น้อยไปหรือมากไปและทำให้เกิดเป็นตะคริวได้

www.aussiezonethailand.com        Credit to pregnancysquare
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #50 เมื่อ: กันยายน 29, 2014, 07:56:44 PM »

แม่กินหวาน รสน้ำนมจะหวานมั้ย?

แม้กินหวาน...แต่รสชาตินมแม่ไม่เปลี่ยนนะ

จากการศึกษาเรื่องนมแม่ของต่างประเทศว่าแม่ที่กินอาหารที่มีความหวานแตกต่างกัน จะมีปริมาณแลคโตสในน้ำนมเหมือนหรือต่างกันอย่างไร พบว่ากลุ่มแม่ที่กินอาหารรสหวาน ปริมาณแลคโตสและความหวานในน้ำนมแม่ไม่ได้แตกต่างกับกลุ่มแม่ที่ไม่กินอาหารรสหวาน

ดังนั้น ไม่ว่าแม่จะชอบกินอาหารรสหวานแค่ไหน ก็ไม่ได้ส่งผลต่อปริมาณแลคโตส และรสชาติในน้ำนมแม่ ลูกยังคงได้ประโยชน์จากความหวานธรรมชาติของนมแม่เหมือนกันค่ะ

กรุณาติดตามในกระทู้ต่อไป
www.aussiezonethailand.com    Credit to momypedia
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 29, 2014, 07:59:20 PM โดย aussiezone » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #51 เมื่อ: พฤศจิกายน 03, 2014, 04:18:42 PM »

หวานนมแม่เกิดจาก

ความหวานธรรมชาติจากนมแม่มาจากน้ำตาลที่เรียกว่า แลคโตส โดยร่างกายจะผลิตน้ำนมมาจากอาหารที่สะสมอยู่ ซึ่งประโยชน์จากความหวาน หรือแลคโตสในนมแม่จะให้พลังงานกับลูก ช่วยเรื่องการเจริญเติบโตที่ดี และยังช่วยในเรื่องระบบการย่อยที่ดีให้กับลูกด้วย ดังนั้น ไม่ว่าแม่จะกินหวานแค่ไหนก็ไม่ได้ทำให้สารอาหารในนมแม่ลดน้อยลง กระบวนการผลิตนมแม่จะคัดสรรสารอาหารที่ดี มีประโยชน์ และเหมาะสมให้กับลูกเองโดยธรรมชาติเสมอ

แต่การที่แม่กินหวานมากๆ ผลเสียอาจจะมาตกอยู่ที่ตัวแม่เอง เพราะส่วนเกินที่ร่างกายเอาไปสร้างไม่หมด จะเกิดการสะสมกลายเป็นไขมัน ทำให้คุณแม่เป็นโรคอ้วน และนำไปสู่โรคเบาหวานตามมาได้

กรุณาติดตามในกระทู้ต่อไป
www.aussiezonethailand.com    Credit to momypedia
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #52 เมื่อ: พฤศจิกายน 09, 2014, 10:51:29 PM »

นมแม่มี “กลิ่น” ช่วยลูกกินอาหารเสริมดี

การกินอาหารที่มีรสชาติหวานๆ หรืออาหารบางชนิดที่มีกลิ่น ไม่ได้ทำให้รสชาตินมแม่เปลี่ยนไป แต่อาจเกิด “กลิ่น” ในนมแม่ได้ค่ะ ถ้าแม่กินอาหารที่มีกลิ่นแรงชนิดใดชนิดหนึ่งบ่อยๆ หรือซ้ำๆ เช่น กล้วยหอม เครื่องแกง ผักบางชนิดที่มีกลิ่นแรง กลิ่นต่างๆ เหล่านี้อาจเข้าไปสู่ในน้ำนมแม่

กรุณาติดตามในกระทู้ต่อไป
www.aussiezonethailand.com     Credit to momypedia
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #53 เมื่อ: พฤศจิกายน 24, 2014, 03:15:54 PM »

และจากงานวิจัยบอกว่า การที่นมแม่มีกลิ่น เป็นผลดีมากกว่าผลเสีย เพราะลูกที่กินนมแม่ที่มีกลิ่นต่างๆ เขาจะเกิดความคุ้นเคยกับกลิ่น พอโตขึ้นถึงเวลากินอาหารเสริม เด็กกลุ่มนี้จะรับอาหารเสริมที่มีกลิ่นแปลกๆ ได้ดีกว่าเด็กที่กินนมผสม สามารถกินอาหารเสริมที่หลากหลาย ยอมรับการกินผักที่มีกลิ่นแปลกๆ ได้ดีกว่า เพราะเขาเคยชินกับกลิ่นในน้ำนมแม่มาก่อน ถือเป็นผลดีค่ะ

กรุณาติดตามในกระทู้ต่อไป
www.aussiezonethailand.com     Credit to momypedia
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #54 เมื่อ: ธันวาคม 16, 2014, 10:03:10 PM »

คุณค่าสารอาหารในน้ำนมแม่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ส่งผลดีต่อการเจริญเติบโต และสุขภาพของลูกน้อย แล้วจะไม่ให้ลูกกินนมแม่ได้อย่างไร จริงไหมคะ

www.aussiezonethailand.com    Credit to momypedia
=======================================================
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #55 เมื่อ: ธันวาคม 22, 2014, 07:31:18 PM »

ท่าดูดนมแม่แบบต่างๆ‬

ท่าที่ 1 ท่าเบสิค แม่นั่งอุ้มลูกดูดนมไปด้วย คุยกับลูกไปด้วย เล่านิทานไปด้วย นวดเนื้อนวดตัวลูกไปด้วย หรือ ถ้าลูกหลับแล้ว แม่ก็นั่งดูหนังชุดเกาหลี นั่งเล่นไอโฟนไอแพดเฟสบุ๊คไปด้วย

กรุณาติดตามในกระทู้ต่อไป
www.aussiezonethailand.com       credit to thaibabyguide
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #56 เมื่อ: มกราคม 11, 2015, 05:17:33 PM »

ท่าที่ 2 ท่าแม่นอนหงาย ลูกนอนคว่ำอยู่บนตัวแม่ ใช้สำหรับกรณีนมแม่พุ่งแรง จนลูกกลืนไม่ทัน หรือ สำลัก ทำให้ไม่กล้าดูดนมแม่เวลาเข้าท่านั่งปกติ ซึ่งลูกจะดูดเพียงไม่กี่คำแล้วอมหัวนมเอาไว้เฉยๆ หรือ ดูดนมไปผลักหน้าอกแม่ไปด้วย

กรุณาติดตามในกระทู้ต่อไป
www.aussiezonethailand.com       credit to thaibabyguide
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #57 เมื่อ: มกราคม 20, 2015, 03:20:11 PM »

ท่าที่ 3 แม่นอนหลับอยู่ ลูกคลานมาลักดูดนมแม่ตอนแม่หลับ บางทีแม่ไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำไป มักเป็นลูกที่โตเกินขวบแล้ว เริ่มฟังรู้เรื่องแล้ว จากเดิมถ้าตื่นมากลางดึก จะร้องไห้เสียงดังให้แม่ตื่นแล้วเอาเต้ามาอุดปากลูก แต่ถ้าแม่เริ่มพูดกับลูกว่า ต่อไปนี้หนูโตแล้ว ตื่นมาไม่ต้องแหกปากร้องไห้นะคะ คลานมาเปิดนมแม่แล้วกินเองได้เลยค่ะ เชื่อไหมคะ ว่าลูกจะเข้าใจแล้วทำได้เองในที่สุด

กรุณาติดตามในกระทู้ต่อไป
www.aussiezonethailand.com       credit to thaibabyguide
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #58 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 16, 2015, 02:41:14 PM »

ท่าที่ 4 ท่าตีลังกากลับหัวดูด ใช้สำหรับกรณีท่อน้ำนมอุดตันโดยก้อนอยู่ด้านบน หลักการใช้ลูกดูดเพื่อให้ก้อนที่อุดตันหลุด คือ จัดคางลูกให้อยู่ตรงตำแหน่งที่เป็นก้อน

กรุณาติดตามในกระทู้ต่อไป
www.aussiezonethailand.com       credit to thaibabyguide
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #59 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 20, 2015, 09:23:35 PM »

ท่าที่ 5 ตัวแม่คร่อมอยู่บนตัวลูก ใช้รักษาภาวะท่อน้ำนมอุดตันเช่นกัน หลักการของท่านี้ คือ ให้ท่อน้ำนมทิ้งตัวเป็นแนวดิ่งลงมาเข้าปากลูก จะตันท่อไหนก็ตาม ทุกท่อจะไหลลงมาด้วยอิทธิพลแรงโน้มถ่วงของโลกผสมกับแรงดูดของลูก ถ้าก้อนไม่หลุดก็ให้มันรู้ไป

www.aussiezonethailand.com       credit to thaibabyguide

=======================================================

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #60 เมื่อ: มีนาคม 01, 2015, 11:26:21 PM »

5 เทคนิค พิชิตลูกกินยาก

กรณีที่มีลูกกินยากและเลือกกินนั้น พ่อแม่หลายๆ คนคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ในแต่ละมื้อกว่าจะสรรหาอาหารสักอย่างให้ถูกใจคุณหนูคงจะคิดแล้วคิดอีก และพยายามงัดกลยุทธ์ใดๆ มาหลอกล่อแต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จมากนัก ซึ่งการปรับพฤติกรรมการกินของลูกให้ดีขึ้นนั้น ควรจะไปแก้ที่ต้นเหตุจะดีกว่าค่ะ

กรุณาติดตามในกระทู้ต่อไป
www.aussiezonethailand.com       Credit to: motherandchild
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #61 เมื่อ: มีนาคม 09, 2015, 02:13:18 PM »

1. ทีวี...ต้นเหตุสำคัญ

เราอาจจะปล่อยปละละเลยเด็กจนเกิดนิสัยการกินไม่ดี ไม่มีระเบียบ เลือกกินแต่สิ่งที่เคยกินเป็นประจำ หรือบางทีก็ปล่อยให้เด็กดูโทรทัศน์มากเกินไปในขณะที่กินอาหารโดยไม่ว่ากล่าวตักเตือน ทำให้ลูกกกลายเป็นเด็กที่เอาแต่ใจ จนมีนิสัยการกินไม่ดีในที่สุด

กรุณาติดตามในกระทู้ต่อไป
www.aussiezonethailand.com       Credit to: motherandchild
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #62 เมื่อ: เมษายน 05, 2015, 06:40:00 PM »

2. ความเชื่อผิดๆ

บังคับให้เด็กกินอาหารแต่ละมื้อมากๆ เพราะเชื่อว่าเด็กที่อ้วนท้วนจะร่างกายแข็งแรงกว่าเด็กปกติทั่วๆ ไปค่ะ ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดอย่างมาก กลับจะยิ่งทำให้เด็กเกิดความเบื่ออาหารมากยิ่งขึ้นค่ะ

กรุณาติดตามในกระทู้ต่อไป
www.aussiezonethailand.com       Credit to: motherandchild
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #63 เมื่อ: เมษายน 19, 2015, 09:53:24 PM »

3. ใช้สิ่งของแลกเปลี่ยน

การสัญญากับลูกว่า จะซื้อของเล่นให้ หรือพาไปเที่ยว เพียงเพื่อให้ลูกกินข้าวนั้น การกระทำเช่นนี้จะเป็นการเพาะนิสัยที่ไม่ดีให้กับลูก ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ว่า การจะได้สิ่งที่ตนเองต้องการนั้นใช้การกินเป็นเงื่อนไขได้ ฉะนั้น ก่อนจะกินอาหารหรือจะทำอะไรก็แล้วแต่ค่ะ ลูกก็จะเรียกร้องเอารางวัลจากเราอยู่เสมอ ซึ่งไม่มีวันจบสิ้นแน่นอน

กรุณาติดตามในกระทู้ต่อไป
www.aussiezonethailand.com       Credit to: motherandchild
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #64 เมื่อ: พฤษภาคม 05, 2015, 09:15:33 PM »

4. บังคับกินจนลูกอาเจียน

การดุว่าเด็กในขณะกินอาหาร หรือบังคับให้กินอาหารที่ไม่ชอบ เด็กอาจมีปฎิกิริยาต่อสิ่งที่เขาไม่ชอบออกมาในรูปของการอาเจียนออกมาหมด ซึ่งนิสัยขี้อาเจียนนี้ อาจกลายเป็นนิสัยที่ติดตัวเด็กไปตลอด และขยายไปสู่เหตุการณ์อื่นๆ ที่เด็กไม่พอใจอะไรก็จะมีการอาเจียนออกมาค่ะ

เราควรต้องสร้างบรรยากาศที่ดีในการรับประทานอาหารร่วมกันทั้งครอบครัว ทำให้ลูกมีอารมณ์แจ่มใส ร่าเริง ด้วยการพูดคุยในสิ่งที่สนุกสนาน มิใช่เอาเวลาขณะกินอาหารมาเป็นช่วงอบรมสั่งสอน ดุด่าเด็กค่ะ จะยิ่งทำให้เด็กเกิดความรู้สึกไม่ดีในการกินอาหารอย่างมาก ถ้ามีเรื่องไม่ถูกไม่ควรก็เอาไว้พูดกันทีหลังจะดีกว่าค่ะ

กรุณาติดตามในกระทู้ต่อไป
www.aussiezonethailand.com       Credit to: motherandchild
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #65 เมื่อ: พฤษภาคม 25, 2015, 09:57:28 PM »

5. กำหนดเวลาให้ชัดเจน

ไม่ควรปล่อยลูกให้ใช้เวลาการกินนานเกินไป ซึ่งตามธรรมดาเวลากินอาหารอย่างมากไม่ควรเกิน 30 นาที ถ้าหมดเวลาแล้วลูกยังกินไม่เสร็จก็ควรเก็บอาหารไปเสีย โดยวิธีนี้ จะเป็นการปลูกฝังนิสัยให้เด็กรู้จักวางตัวเป็นคนมีระเบียบวินัยที่ดีค่ะ

กรุณาติดตามในกระทู้ต่อไป
www.aussiezonethailand.com       Credit to: motherandchild

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #66 เมื่อ: มิถุนายน 08, 2015, 12:22:11 PM »

ภาชนะใส่อาหาร…ต้องเร้าใจ

เรื่องของจิตวิทยาในการเร้าให้เกิดอารมณ์ร่วมอยากกินอาหารนั้น ภาชนะใส่อาหารก็มีส่วนสำคัญไม่แพ้กันเลยค่ะ ลองหาถ้วยชามเล็กๆ ลายการ์ตูนที่เด็กชื่นชอบ หรือโต๊ะเล็กๆ น่ารักๆ ที่ลูกสามารถนั่งกินได้สะดวก รวมทั้งทำอาหารให้น่ากิน สีสวย ก็มีส่วนทำให้เด็กเกิดความรู้สึกอยากกินได้เยอะทีเดียว

www.aussiezonethailand.com       Credit to: motherandchild
=======================================================
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #67 เมื่อ: มิถุนายน 24, 2015, 10:20:31 PM »

ความผิดพลาด 5 อย่างที่ทำให้คุณมีลูกยาก

1. สวนล้างช่องคลอด
แน่นอน อย่าได้สวนล้างช่องคลอด การเปลี่ยนแปลงค่ากรดด่างของช่องคลอดอาจทำให้เกิดโอกาสติดเชื้อได้ นับเป็นเรื่องสำคัญที่ควรรักษาสภาพความเป็นกรดด่างปกติไว้เพื่อให้พร้อมสำหรับตัวอสุจิที่เข้ามา คุณผู้หญิงควรล้างช่องคลอดด้วยน้ำสะอาดก็พอแล้ว และไม่จำเป็นต้องล้างลึกเข้าไป

กรุณาติดตามในกระทู้ต่อไป
www.aussiezonethailand.com       Credit to: theasianparent
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #68 เมื่อ: กรกฎาคม 12, 2015, 09:44:43 PM »

2. พยายามมีเซ็กซ์หลาย ๆ ครั้งภายในวันเดียว

หากคุณพยายามที่จะตั้งท้องและคุณมีปัญหา อย่าได้พยายามมีเซ็กซ์หลาย ๆ ครั้งภายในวันเดียว การทำเช่นนั้นจะลดจำนวนตัวอสุจิและลดโอกาสในการตั้งครรภ์มากกว่าด้วยซ้ำไป

กรุณาติดตามในกระทู้ต่อไป
www.aussiezonethailand.com       Credit to: theasianparent
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #69 เมื่อ: กรกฎาคม 20, 2015, 08:37:56 PM »

3. จำกัดท่าขณะร่วมรัก

มีความเชื่อกันว่าท่าบางท่าจะช่วยให้มีโอกาสทำให้ตั้งครรภ์ได้ง่ายขึ้น หากคุณผู้หญิงกำลังผลิตไข่และอสุจิของฝ่ายชายเป็นปกติแล้ว โอกาสที่จะตั้งท้องได้ก็ไม่ได้ต่างกันมากนักไม่ว่าคุณผู้หญิงจะอยู่บน คุณผู้ชายจะอยู่บน หรือไม่ว่าคุณจะทำท่าไหนก็ตาม

กรุณาติดตามในกระทู้ต่อไป
www.aussiezonethailand.com       Credit to: theasianparent
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #70 เมื่อ: กรกฎาคม 28, 2015, 10:26:03 PM »

4. ละเลยเรื่องสุขภาพของคุณผู้ชาย

คุณผู้หญิงมักรู้สึกว่าตัวเองเป็นฝ่ายต้องรับผิดชอบหากมีลูกไม่ได้ แต่ที่จริงแล้วมันไม่ใช่ปัญหาของฝ่ายหญิงเท่านั้น อาจมีบางสิ่งบางอย่างที่ขัดขวางการผลิตตัวอสุจิและการเคลื่อนไหวของตัวอสุจิของคุณผู้ชายก็ได้ คุณหมอสามารถช่วยวิเคราะห์ตัวอสุจิเพื่อให้แน่ใจว่าตัวอสุจิปกติดีและสามารถว่ายน้ำไปหาไข่ของคุณผู้หญิงได้

กรุณาติดตามในกระทู้ต่อไป
www.aussiezonethailand.com       Credit to: theasianparent
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #71 เมื่อ: สิงหาคม 03, 2015, 08:44:53 PM »

5. เครียด

สุดท้าย ก็คือ อย่าได้เครียด การกังวลเรื่องการพยายามจะตั้งครรภ์ให้ได้ทำให้คุณหมดสนุกไปกับการทำลูก การศึกษาบางชิ้นได้แสดงให้เห็นว่าเมื่อคุณเครียดมาก ๆ โอกาสที่จะตั้งครรภ์ได้ยิ่งลดลงไป ดังนั้น เลิกเครียดและคุณควรผ่อนคลายดีกว่า

www.aussiezonethailand.com       Credit to: theasianparent
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #72 เมื่อ: สิงหาคม 08, 2015, 10:38:03 PM »

10 วิธี กระตุ้นทารกในครรภ์
โดย โอบา


นับตั้งแต่แม่ตั้งครรภ์ได้ 2-3 เดือน สมองของลูกน้อยเริ่มทำงานและรับรู้สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัว พอ 3-4 เดือนประสาทหูและประสาทตาของลูกเริ่มทำงานได้ดีขึ้น ทำให้สามารถรับรู้เสียงที่ดังขึ้นและแสงที่จ้าจากภายนอกได้แล้ว..

กระทั่งอายุ การตั้งครรภ์ ได้ 5-6 เดือน ประสาทสัมผัสต่างๆ ของลูกในครรภ์สมบูรณ์เต็มที่ ส่งผลให้ลูกน้อยไวต่อการสัมผัส รวมถึงสามารถควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ และสื่อสารให้คุณแม่รับรู้ได้ด้วยการเคลื่อนไหว เตะ ถีบ เป็นต้น

จึงพอจะเห็นแล้วว่า ลูกน้อยสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ และที่สำคัญคือ ลูกสามารถเรียนรู้และซึมซับอารมณ์ของแม่ได้ด้วย ซึ่งสิ่งนี้เองที่จะนำไปสู่พื้นฐานทางอารมณ์และจิตใจที่ดีของลูกต่อไปในอนาคต

ดังนั้นมากระตุ้นลูกน้อยกันเสียตั้งแต่ในครรภ์ดีกว่า เพื่อลูกจะได้เติบโตและมีพัฒนาการดีรอบด้านค่ะ

กรุณาติดตามในกระทู้ต่อไป
www.aussiezonethailand.com       Credit to: momypedia.com
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #73 เมื่อ: สิงหาคม 10, 2015, 08:54:14 PM »

10 วิธี ง่ายๆ ช่วยกระตุ้นลูกรักในครรภ์

นี่คือวิธีการกระตุ้นพัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจของลูกน้อยในครรภ์อย่างง่ายๆ ที่แม่ตั้งครรภ์สามารถทำได้ทันที

1. คิดบวกไว้ก่อน
การมองโลกในแง่บวก ช่วยให้แม่ตั้งครรภ์สามารถจัดสมดุลทางอารมณ์ของตัวเองได้ดีแล้ว สร้างความรู้สึกดีๆ จิตใจผ่องใส พูดคุยถึงแต่เรื่องดีๆ จึงเท่ากับเป็นการกระตุ้นให้ลูกรับรู้แต่เรื่องดีๆ และอยากจะเกิดมาใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้มากขึ้น

กรุณาติดตามในกระทู้ต่อไป
www.aussiezonethailand.com       Credit to: momypedia.com
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #74 เมื่อ: สิงหาคม 24, 2015, 10:51:28 PM »

2. ไม่เครียด

ความเครียดของแม่ส่งผลต่อลูกในครรภ์โดยตรง เพราะนอกจากลูกคลอดออกมาเป็นเด็กขี้แย โยเย และเลี้ยงยากแล้ว ฮอร์โมนของความเครียดนี้ยังจะไปยับยั้งการเจริญเติบโตของสมองลูกอีกด้วย เพราะสเตียรอยด์จากเปลือกหมวกไตจะเพิ่มระดับสูงขึ้นยามที่คนเราเกิดความ รู้สึกเครียดหรือถูกกดดัน และส่งผลกระทบโดยตรงต่อการสร้างสมองส่วนเส้นใยประสาท ทำให้ระดับเชาวน์ปัญญาของลูกลดต่ำลงในที่สุด

กรุณาติดตามในกระทู้ต่อไป
www.aussiezonethailand.com       Credit to: momypedia.com
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #75 เมื่อ: กันยายน 01, 2015, 04:27:57 PM »

3. หายใจลึกๆ เข้าไว้

การหายใจเข้าลึกๆ เป็นวิธีง่ายๆ แต่ช่วยให้แม่ตั้งครรภ์รู้สึกผ่อนคลายในยามความเครียดได้ดีที่สุด แถมยังส่งผลดีต่อลูกน้อยในครรภ์ เพราะลูกสามารถสัมผัสถึงความสุขสงบภายในตัวแม่ และรับรู้ถึงความรักที่แม่มีให้ตลอดเวลา พัฒนาการทาง สมองของลูกก็เป็นไปด้วยดี แถมสารเคมีในสมองยังได้รับการพัฒนาขึ้นมา เพื่อปกป้องลูกจากฮอร์โมนความเครียด และช่วยให้สามารถจัดการกับความเครียดของตัวเองได้เมื่อโตขึ้นด้วย

กรุณาติดตามในกระทู้ต่อไป
www.aussiezonethailand.com       Credit to: momypedia.com
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #76 เมื่อ: พฤศจิกายน 09, 2015, 09:55:28 PM »

4. พูดคุยกับลูกบ่อยๆ

ขณะที่แม่พูดคุยหรือร้องเพลงให้ลูกฟัง ลูกจะตั้งใจฟังอย่างดี พิสูจน์ได้จากอัตราการเต้นของหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะช้าๆ และยังช่วยให้ลูกดูดกลืนน้ำคร่ำได้เร็วกว่าปกติอีกด้วย แถมยังช่วยกระตุ้นพัฒนาการด้าน อารมณ์ความรู้สึกของลูกได้ดี

กรุณาติดตามในกระทู้ต่อไป
www.aussiezonethailand.com       Credit to: momypedia.com
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #77 เมื่อ: ธันวาคม 14, 2015, 09:23:40 PM »

5. ยิ้มรับทุกสถานการณ์

การยิ้มจะช่วยให้ ‘เซโรโทนินฮอร์โมน’ หรือฮอร์โมนอารมณ์ดีแผ่กระจายไปในกระแสเลือด และส่งผ่านสู่ลูกน้อยในครรภ์ให้รู้สึกผ่อนคลายและสุขสงบได้ ทุกครั้งที่คุณยิ้ม ลูกในครรภ์ก็กำลังพยายามจะยิ้มด้วยเช่นกัน

กรุณาติดตามในกระทู้ต่อไป
www.aussiezonethailand.com       Credit to: momypedia.com
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #78 เมื่อ: มกราคม 18, 2016, 09:18:46 PM »

6. เล่นสนุกกับลูก

การเล่นเกมกับลูกในครรภ์เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยกระตุ้นพัฒนาการได้ ง่ายๆ ยกตัวอย่างเช่น เกมเตะเลยลูก เพียงแค่เวลาที่ลูกเตะหรือศอก ให้แม่ตั้งครรภ์สัมผัสตรงบริเวณที่ลูกเตะ แล้วพูดว่า “เตะเลยลูก เตะอีกๆ” จากนั้นลองสัมผัสท้องส่วนอื่นๆ เพื่อให้ลูกเป็นฝ่ายไล่ตามสัมผัสบ้าง พร้อมกับพูดคำเดิมค่ะ

กรุณาติดตามในกระทู้ต่อไป
www.aussiezonethailand.com       Credit to: momypedia.com
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aussiezone
Jr. Member
***

ความพอใจ : +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #79 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 15, 2016, 11:09:57 PM »

7. ผักช่วยได้

ลูกน้อยจะพัฒนาประสาทการรับรสได้ตั้งแต่อายุครรภ์ 14 สัปดาห์แล้ว และการเลือกกินอาหารของแม่ตั้งครรภ์จึงส่งผลต่อความพึงพอใจในการกินอาหารของลูกน้อยด้วยเช่นกัน มีการศึกษาชิ้นหนึ่งได้แบ่ง การตั้งครรภ์ ออก เป็น 3 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 ให้แม่ท้องดื่มน้ำ บร็อกโคลี กลุ่มที่ 2 ดื่มน้ำแครอต และกลุ่มที่ 3 ดื่มน้ำเปล่าทุกวัน จากนั้นก็ตามดูหลังคลอดพบว่า พฤติกรรมการกินอาหารเหลวครั้งแรกของเด็กๆ จะกินอาหารที่มีส่วนผสมของน้ำผักที่แม่เคยดื่มระหว่าง การตั้งครรภ์ มากกว่าอาหารอื่น ซึ่งพอจะอธิบายได้ว่าการกินผักของแม่ในช่วง การตั้งครรภ์ จะช่วยให้ลูกๆ กินผักเหล่านั้นได้เมื่อเติบโตขึ้น

กรุณาติดตามในกระทู้ต่อไป
www.aussiezonethailand.com       Credit to: momypedia.com
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 »   ขึ้นบน
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  






เสื้อผ้าอินเทรนด์

แลกลิ้งค์









แหล่งรวมเสื้อผ้าแฟชั่น | เครื่องสำอางค์/อาหารเสริม | รวมสินค้าแม่และเด็ก | เคล็ดลับสุขภาพและความงาม | งานฝีมือและสินค้าไอเดียดี
ลงประกาศขายสินค้าแฟชั่น ฟรี | แลกลิ้งค์แลกแบนเนอร์ | GPS Tracking

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2009, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 2.452 วินาที กับ 33 คำสั่ง